Skip to content
Home » PR Newswire » เริ่มบริการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือเดินทะเลเป็นประจำแล้วที่ท่าเรือซานโตส

เริ่มบริการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือเดินทะเลเป็นประจำแล้วที่ท่าเรือซานโตส

การก้าวสู่ระยะใหม่ของการดำเนินงานครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากปฏิบัติงานบุกเบิกที่ดำเนินการไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Copersucar, CMA CGM, Bunker One, AGEO Terminais, Santos Brasil และการท่าเรือซานโตส (Santos Port Authority) ตอกย้ำศักยภาพของบราซิลในการมีส่วนร่วมลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ

เซาเปาโล, 31 ตุลาคม 2569 /PRNewswire/ — Copersucar ผู้นำระดับโลกในภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลและเอทานอลชีวภาพ (Bioethanol), CMA CGM ผู้ประกอบการระดับโลกด้านโซลูชันการขนส่งทางทะเล ทางบก ทางอากาศ และโลจิสติกส์, Bunker One ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Bunker Holding Group จากประเทศเดนมาร์ก และเป็นผู้นำระดับโลกด้านการค้าซื้อขายเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินทะเล และการท่าเรือซานโตส (Santos Port Authority: APS) ประกาศเริ่มดำเนินการจัดหาและเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือเดินทะเลเป็นประจำแล้วที่ท่าเรือซานโตส

Agreement signing: from left, Giovani Grassi, CEO of CMA CGM Brazil; Tomás Manzano, President of Copesucar; and Flavio Ribeiro, CEO of Bunker One LatAm.
Agreement signing: from left, Giovani Grassi, CEO of CMA CGM Brazil; Tomás Manzano, President of Copesucar; and Flavio Ribeiro, CEO of Bunker One LatAm.

การดำเนินงานครั้งแรกเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม โดยเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้แก่เรือ CMA CGM IRON ซึ่งเป็นเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 13,000 TEU ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์รุ่น Everllence-B&W G95ME-C10.5-LGIM ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เชื้อเพลิงสามชนิด (tri-fuel engine) เครื่องแรกของโลกที่ได้รับการรับรองว่าสามารถใช้งานกับเอทานอลชีวภาพได้

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากประสบการณ์บุกเบิกในระยะแรก ไปสู่รูปแบบการจัดหาเอทานอลชีวภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นระบบ ซึ่งทำให้ท่าเรือซานโตสและประเทศบราซิลก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางชั้นนำด้านการเติมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำให้แก่เรือเดินทะเล โดยภายในสิ้นปีนี้ ยังมีแผนดำเนินการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือของ CMA CGM เพิ่มเติมอีกหลายครั้ง โดย Copersucar จะเป็นผู้จัดหาเชื้อเพลิงดังกล่าว

“หลังจากปฏิบัติการครั้งแรกที่ดำเนินการไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ขณะนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถนำเอทานอลชีวภาพมาใช้ในปฏิบัติการเดินเรือได้อย่างปลอดภัย เชื่อถือได้ และรองรับการใช้งานในระดับเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ โครงการริเริ่มนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ CMA CGM ในการเร่งผลักดันการนำโซลูชันที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนมาใช้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศพลังงานรูปแบบใหม่ให้แก่ภาคการขนส่งทางทะเล” Giovani Grassi ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CMA CGM Brazil กล่าว

ทั้งนี้ เอทานอลชีวภาพที่ Copersucar จัดหาให้นั้น มาจากห่วงโซ่การผลิตที่มีความมั่นคงและผ่านการรับรองแล้ว โดยการเพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่เป็นการขยายพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปในพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่เสื่อมโทรม ขณะที่โครงการ RenovaBio ได้กำหนดหลักเกณฑ์ด้านความยั่งยืนและการห้ามตัดไม้ทำลายป่าไว้อย่างเข้มงวด

โอกาสทางการตลาดยังยิ่งตอกย้ำศักยภาพของโครงการริเริ่มนี้ ด้วยความต้องการเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินทะเลทั่วโลกที่มีปริมาณมากกว่า 2.7 แสนล้านลิตรต่อปี โดยเมื่อพิจารณาจากปริมาณพลังงานที่เทียบเท่ากันของเชื้อเพลิงแต่ละประเภท การทดแทนเชื้อเพลิงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเพียง 10% ก็อาจสร้างโอกาสทางการตลาดเพิ่มเติมให้แก่เอทานอลชีวภาพได้ถึงประมาณ 5 หมื่นล้านลิตรต่อปี

“โครงการริเริ่มนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งอุตสาหกรรมเอทานอลชีวภาพและภาคการขนส่งทางทะเล เนื่องจากเป็นการสร้างเส้นทางสีเขียว (Green Corridor) แห่งแรกของโลกสำหรับการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือเดินทะเล และเปิดตลาดปลายทางแห่งใหม่ในระดับโลกสำหรับเชื้อเพลิงชนิดนี้ และด้วยโครงการริเริ่มนี้ Copersucar กำลังทำให้สามารถนำเอทานอลชีวภาพมาใช้ในการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ โดยเชื่อมโยงศักยภาพการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของบราซิลเข้ากับความต้องการในระดับนานาชาติที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอน นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวทางการเติบโตใหม่สำหรับอุตสาหกรรมนี้ ด้วยโซลูชันพลังงานหมุนเวียนที่มีความพร้อมทั้งในด้านปริมาณการผลิต ความสามารถขยายกำลังการผลิต และความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการผลักดันการนำเชื้อเพลิงชนิดนี้มาใช้ในการขนส่งทางทะเล” Tomás Manzano ประธานของ Copersucar กล่าว

การดำเนินงานเติมเชื้อเพลิงให้แก่เรือเดินทะเลต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานระหว่างพันธมิตรหลายฝ่าย เพื่อเชื่อมโยงทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิตเชื้อเพลิง การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการเติมเชื้อเพลิงให้เรือ ทั้งนี้ เอทานอลชีวภาพที่ผลิตจากโรงงานแปรรูปอ้อยซึ่งเป็นพันธมิตรกับ Copersucar จะถูกจัดหาและขนส่งมายังท่าเรือซานโตสโดย Evolua Etanol ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในเครือข่ายธุรกิจของ Copersucar จากนั้น AGEO Terminais จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเก็บเชื้อเพลิงดังกล่าว โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์นี้ช่วยให้สามารถจัดเตรียมเชื้อเพลิงชีวภาพไว้สำหรับเติมให้แก่เรือเดินทะเลได้

ในขั้นตอนการเติมเชื้อเพลิง ซึ่งดำเนินการที่ท่าเทียบเรือของ Santos Brasil นั้น Bunker One ได้พัฒนาระเบียบปฏิบัติที่ถือเป็นนวัตกรรมระดับบุกเบิกสำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกา หลังจากใช้เวลาหลายเดือนในการศึกษาวิเคราะห์และฝึกอบรมทีมงานผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ โดยคำนึงถึงคุณสมบัติของเชื้อเพลิงชนิดนี้ที่มีจุดวาบไฟต่ำเป็นพิเศษ

Antônio Carlos Sepúlveda ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Santos Brasil ให้ความเห็นว่า การเปิดพื้นที่ให้มีการดำเนินงานลักษณะนี้ที่ท่าเทียบเรือ Tecon Santos เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทต่อการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของบราซิลอย่างยั่งยืน “เราทุ่มเททำงานอย่างหนักมาโดยตลอดเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงจากกิจกรรมต่าง ๆ ของลูกค้าของเรา การมีส่วนร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคการขนส่งทางทะเลก็เป็นส่วนหนึ่งของวาระการดำเนินงานนี้เช่นกัน” เขากล่าว

“บราซิลตระหนักถึงศักยภาพของเอทานอลชีวภาพมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว และขณะนี้ เรากำลังนำประสบการณ์ดังกล่าวไปสู่ภาคการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ โดยผสานศักยภาพการผลิตของบราซิลเข้ากับความเชี่ยวชาญและเครือข่ายการดำเนินงานระดับโลกของ Bunker One การเป็นผู้นำโครงการริเริ่มนี้ทำให้ท่าเรือซานโตสกำลังก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับเจ้าของเรือที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน ขณะที่ตลาดแห่งอื่น ๆ ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนากฎระเบียบเพื่อรองรับการเติมเชื้อเพลิงประเภทนี้ให้เรือเดินทะเล” Flavio Ribeiro ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bunker One LatAm กล่าว

Anderson Pomini ประธานการท่าเรือซานโตส กล่าวว่า “การท่าเรือฯ และพันธมิตรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการครั้งนี้ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่อุตสาหกรรมการเดินเรือและการค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทรองรับการค้าระหว่างประเทศมากกว่า 90% ของโลก ด้วยการเป็นผู้บุกเบิกการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพให้แก่เรือเดินทะเล นี่คือก้าวสำคัญที่กำหนดทิศทางไปสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เรารู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถบรรลุความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ได้”

แนวโน้มการเติบโตของตลาดนี้ยังเชื่อมโยงกับพัฒนาการของกองเรือเดินทะเลทั่วโลกด้วย โดยข้อมูลจาก Det Norske Veritas (DNV) ระบุว่า ปัจจุบันมีเรือจำนวน 159 ลำที่ใช้งานเครื่องยนต์ซึ่งรองรับการใช้เมทานอลแล้ว และยังสามารถใช้เอทานอลชีวภาพได้เช่นกัน นอกจากนี้ คาดว่าจะมีเรือใหม่อีกมากกว่า 450 ลำที่ติดตั้งเทคโนโลยีดังกล่าวทยอยส่งมอบภายในปี 2573 ซึ่งจะช่วยขยายตลาดเอทานอลชีวภาพที่เปี่ยมด้วยศักยภาพให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →