Skip to content
Home » PR Newswire » ดัชนีการก่อการร้ายทั่วโลกปี 2568 เผยการก่อการร้ายขยายวงกว้าง การโจมตีแบบหมาป่าเดียวดายครองโลกตะวันตก

ดัชนีการก่อการร้ายทั่วโลกปี 2568 เผยการก่อการร้ายขยายวงกว้าง การโจมตีแบบหมาป่าเดียวดายครองโลกตะวันตก

ลอนดอน, 5 มีนาคม 2568 /PRNewswire/ — ดัชนีการก่อการร้ายทั่วโลก (GTI) ครั้งที่ 12 ที่เผยแพร่ในวันนี้ระบุว่า จำนวนประเทศที่เผชิญกับการโจมตีของผู้ก่อการร้ายเพิ่มขึ้นจาก 58 เป็น 66 ประเทศ ซึ่งถือเป็นการถอยหลังจากที่เคยมีแนวโน้มดีขึ้นมาเกือบทศวรรษ โดยมี 45 ประเทศที่สถานการณ์แย่ลง และ 34 ประเทศที่สถานการณ์ดีขึ้น ในปี 2567 นั้น กลุ่มก่อการร้ายที่อันตรายที่สุด 4 กลุ่มได้เพิ่มความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 11% ขณะที่ในประเทศตะวันตกนั้น การโจมตีแบบ “หมาป่าเดียวดาย” (Lone Wolf) หรือผู้ก่อเหตุเดี่ยว กลายเป็นรูปแบบการก่อการร้ายหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 93% ของการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญที่พบ

  • ภูมิภาคซาเฮลยังคงเป็นศูนย์กลางการก่อการร้าย โดยเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก
  • กลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ขยายปฏิบัติการไปยัง 22 ประเทศ และยังคงเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่อันตรายที่สุด โดยทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,805 ราย ซึ่ง 71% ของการกระทำเกิดขึ้นในซีเรียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
  • กลุ่มเตห์ริก-อี-ตาลิบัน (TTP) กลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เติบโตเร็วที่สุด โดยทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 90%
  • ยอดผู้เสียชีวิตในแอฟริกาใต้สะฮารา (ไม่รวมซาเฮล) ทำสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2559 โดยลดลง 10%
  • การโจมตีของผู้ก่อการร้ายเพิ่มขึ้นถึง 63% ในประเทศตะวันตก โดยยุโรปได้รับผลกระทบมากที่สุด และมีการโจมตีเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวเป็น 67 ครั้ง
  • ในปี 2567 หลาย ๆ ประเทศในแถบตะวันตกพบว่า ผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย 1 ใน 5 คนมีอายุต่ำกว่า 18 ปี และวัยรุ่นก็เป็นกลุ่มที่ถูกจับมากที่สุดในยุโรปในคดีที่เกี่ยวข้องกับ IS
  • มี 7 ประเทศโลกตะวันตกที่อยู่ในอันดับ 50 ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในดัชนี GTI
  • ความเกลียดชังต่อชาวยิวและชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกามีเหตุการณ์ต่อต้านชาวยิวเพิ่มขึ้นถึง 200% ในปี 2567

ความขัดแย้งในฉนวนกาซาได้ซ้ำเติมปัญหาความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมความเกลียดชังในโลกตะวันตก ขณะเดียวกัน ยอดผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายในอิหร่านก็พุ่งสูงขึ้น โดยในปี 2567 ยอดผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายทั่วโลกโดยรวมยังคงที่ เมื่อพิจารณาเหตุการณ์โจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมด้วย อย่างไรก็ตาม กลุ่มก่อการร้ายที่อันตรายที่สุด 4 กลุ่มกลับเพิ่มความรุนแรงในการก่อเหตุ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายเพิ่มขึ้น 11% ส่วนประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายมากที่สุด ได้แก่ บูร์กินาฟาโซ ปากีสถาน และซีเรีย โดยบูร์กินาฟาโซประเทศเดียวมีผู้เสียชีวิตคิดเป็นถึง 1 ใน 5 ของยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลก

กลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ยังคงเป็นองค์กรที่ร้ายแรงที่สุด โดยคร่าชีวิตผู้คนไป 1,805 รายใน 22 ประเทศทั่วโลกในปี 2567 เพิ่มขึ้นมาหนึ่งจากปีก่อนหน้า ซีเรียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเป็นพื้นที่หลักที่ IS ยังคงปฏิบัติการอย่างแข็งขัน ขณะเดียวกัน กลุ่มรัฐอิสลามของแคว้นโคราซาน (ISK) ก็ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลุ่มญิฮาดที่เคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก โดยก่อเหตุโจมตีครั้งใหญ่ในอิหร่านและรัสเซีย นับตั้งแต่ปี 2563 กลุ่ม ISK ได้ขยายอิทธิพลจาก 1 ประเทศเป็น 5 ประเทศ พร้อมกับเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อใน 9 ภาษา ส่วนกลุ่มเตห์ริก-อี-ตาลิบัน ปากีสถาน (TTP) ก็เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 90% เป็น 558 ราย

ดัชนี GTI จัดทำโดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (IEP) ซึ่งเป็นหน่วยงานคลังสมองระดับนานาชาติ และมีการเผยแพร่รายงานเป็นประจำทุกปีมาเป็นเวลา 12 ปีแล้ว ดัชนีนี้เป็นแหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมที่สุดเกี่ยวกับแนวโน้มการก่อการร้ายทั่วโลก โดยใช้ปัจจัยหลายอย่างในการคำนวณคะแนน เช่น จำนวนเหตุการณ์ จำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และจำนวนตัวประกัน จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านี้มารวมกับข้อมูลความขัดแย้ง ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ก่อการร้ายอย่างชัดเจน

Steve Killelea ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารสถาบัน IEP ให้ความเห็นว่า “ดัชนีการก่อการร้ายโลกปีนี้ชี้ให้เห็นถึง 2 ประเด็นสำคัญที่น่ากังวล ประเด็นแรกคือ 98% ของผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง โดยในปี 2567 จำนวนความขัดแย้งทั่วโลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ประเด็นที่สองคือ ความตึงเครียดทางสังคมและความไม่พอใจต่าง ๆ ภายในโลกตะวันตก กำลังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายโดยหมาป่าเดียวดาย ซึ่งการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในปัจจุบัน 93% นั้นล้วนเกิดจากการกระทำของบุคคลกลุ่มนี้ วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมการก่อการร้าย คือการยุติหรือลดจำนวนความขัดแย้งต่าง ๆ ลง และที่สำคัญความขัดแย้งในฉนวนกาซา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ล้วนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้เกิดการต่อต้านชาวยิวและชาวมุสลิม”

ประเทศตะวันตกเผชิญภัยก่อการร้ายโฉมใหม่

ปัจจุบัน การโจมตีส่วนใหญ่ในประเทศตะวันตกมักเกิดจากการกระทำของบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มก่อการร้ายใด ๆ อย่างเป็นทางการ แต่กลับถูกปลุกปั่นผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มเกม และแอปส่งข้อความที่เข้ารหัส การเปลี่ยนแปลงไปสู่การปลุกปั่นทางออนไลน์เช่นนี้ ทำให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะก่อการร้ายสามารถเข้าถึงเนื้อหาสุดโต่งและรวมกลุ่มกันได้โดยไม่ต้องติดต่อกันทางกายภาพมากนัก ยิ่งไปกว่านั้น อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียยอดนิยมอาจยิ่งเป็นตัวผลักดันให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว

โลกตะวันตกกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปี 2560 โดยการโจมตีเพิ่มขึ้นจาก 32 เป็น 52 ครั้ง หลาย ๆ ประเทศ เช่น สวีเดน ออสเตรเลีย ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก และสวิตเซอร์แลนด์ ต้องเผชิญกับการก่อการร้ายครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี ส่วนเยอรมนีถือเป็นประเทศที่มีสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในยุโรป โดยอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลก หลังจากเกิดเหตุโจมตีตลาดคริสต์มาสในเมืองมัคเดอบวร์ค

ในสหราชอาณาจักรนั้น สถิติเมื่อปีที่แล้ว[1] พบว่า 42% ของผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย 219 รายที่ถูกจับกุม มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในหลายประเทศตะวันตกที่เยาวชนกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยคิดเป็น 1 ใน 5 ของผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายทั้งหมด โดยทั่วไปแล้ว เยาวชนกลุ่มนี้มักจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายใด ๆ เป็นพิเศษ และอาจมีแนวคิดสุดโต่งแบบผสมผสานที่บางครั้งก็ดูขัดแย้งกันเอง

ภูมิภาคซาเฮลยังคงเป็นศูนย์กลางการก่อการร้ายโลก

สถานการณ์การก่อการร้ายในภูมิภาคซาเฮลทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบสิบเท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2552 ปัจจัยต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการที่อ่อนแอ ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ และปัญหาสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นตัวเร่งให้การก่อการร้ายเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นในภูมิภาคซาเฮลถึง 51% โดยบูร์กินาฟาโซยังคงเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แม้ภาพรวมจะเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นบ้างก็ตาม มี 6 ประเทศจาก 10 ประเทศในภูมิภาคนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายอย่างน้อย 1 ราย ขณะที่ประเทศโตโกก็เจอกับสถานการณ์ก่อการร้ายที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภัยก่อการร้ายกำลังคืบคลานออกไปนอกภูมิภาคซาเฮลแล้ว

นอกจากนี้ การแย่งชิงทรัพยากรแร่ในภูมิภาคนี้ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ความไม่สงบเลวร้ายลง โดยเฉพาะทองคำซึ่งเป็นชนวนปัญหาสำคัญในหลายประเทศ เช่น มาลี บูร์กินาฟาโซ และไนเจอร์ ขณะที่ไนเจอร์เองก็เป็นผู้ส่งออกยูเรเนียมรายใหญ่ โดยป้อนให้กับยุโรปมากกว่า 25% ในช่วงที่ผ่านมา อิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคนี้ขยายตัวอย่างมาก สวนทางกับฝรั่งเศสที่แผ่วลง

ประเทศไนเจอร์เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความเปราะบางของสถานการณ์ในภูมิภาค หลังจากที่เคยมีแนวโน้มดีขึ้นมากเป็นอันดับสองในปี 2565 แต่ 2 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์กลับพลิกผัน โดยมียอดผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายเพิ่มขึ้นถึง 94% เป็น 930 รายในปี 2567 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลก

สถานการณ์การก่อการร้ายในตะวันออกกลาง

แม้ในปี 2567 ตะวันออกกลางจะมีจำนวนการโจมตีของผู้ก่อการร้ายลดลง 7% เหลือ 618 ครั้ง แต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้งก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคนี้ไร้เสถียรภาพ โดยทั้งอิสราเอลและซีเรียต่างติดอันดับ 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในโลก

ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา อิทธิพลของชาติมหาอำนาจในซีเรียเริ่มลดลง ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน หรืออิหร่านที่ต่างก็ลดบทบาทของตัวเอง ในขณะที่ตุรกีกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ในภูมิภาค ส่วนกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF) ซึ่งนำโดยชาวเคิร์ด และเคยเป็นกำลังสำคัญในการร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับ IS ก็กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่ การที่ตุรกีไม่ต้องการให้ SDF มีอำนาจมากขึ้น ประกอบกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจลดการสนับสนุน ทำให้เกิดช่องว่างที่ IS อาจฉวยโอกาสกลับมามีอิทธิพลอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่จะมีนโยบายอย่างไรต่อ SDF

สถานการณ์การใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชังในสหรัฐอเมริกา

หลังสงครามกาซา สถานการณ์ในสหรัฐฯ น่าเป็นห่วงมาก เพราะอาชญากรรมความเกลียดชังต่อทั้งชุมชนชาวยิวและชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่พุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวยิว ซึ่งข้อมูลจาก FBI ระบุว่าพุ่งสูงขึ้นถึง 270% ภายในเวลาเพียง 2 เดือน ส่วนความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมก็เพิ่มขึ้นไม่แพ้กัน โดยมีรายงานเหตุการณ์ความหวาดกลัวอิสลามเพิ่มขึ้น 300% ในช่วงเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นในยุโรปและออสเตรเลียด้วย โดย 31% ของการโจมตีทั้งหมดในโลกตะวันตกมีแรงจูงใจมาจากความรู้สึกต่อต้านชาวยิวหรือต่อต้านอิสราเอล

แม้ในปี 2567 สหรัฐฯ จะดูเหมือนรอดพ้นจากการก่อการร้ายครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลกตะวันตก โดยมีผู้เสียชีวิตเพียง 1 รายจากการโจมตี 3 ครั้ง แต่ปี 2568 สถานการณ์อาจไม่ได้สดใสอย่างที่คิด เพราะเหตุการณ์สะเทือนขวัญในนิวออร์ลีนส์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย จากการกระทำของคนร้ายที่ประกาศตัวสนับสนุน IS เป็นเครื่องเตือนใจว่าภัยก่อการร้ายยังคงเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ ข้อมูลทั่วโลกระบุว่ามีการขัดขวางแผนก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับ IS หรือกลุ่มพันธมิตรได้ถึง 24 ครั้ง หนึ่งในนั้นคือแผนการโจมตีคอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ในกรุงเวียนนาซึ่งเป็นข่าวดัง แต่เชื่อว่าน่าจะมีแผนก่อการร้ายอีกมาก ที่ถูกสกัดไว้ได้ก่อนที่จะเกิดเหตุ

กลุ่มก่อการร้ายฉวยโอกาสใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย

ปัจจุบัน องค์กรก่อการร้ายกำลังปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว โดยใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการสื่อสารแบบเข้ารหัสเพื่อพัฒนาปฏิบัติการให้ทันสมัย มีรายงานจากหน่วยข่าวกรองว่า กลุ่ม ISK ได้พัฒนาคลังแสงดิจิทัลของตนเองแบบก้าวกระโดด ผลิตทั้งวิดีโอที่ใช้ AI ช่วย และนิตยสารออนไลน์ที่ดูน่าเชื่อถือในหลายภาษา

มากไปกว่านั้น กลุ่มนี้ยังใช้แพลตฟอร์มส่งข้อความที่เข้ารหัสและเงินคริปโทฯ เพื่อระดมทุน ทั้งยังใช้ AI สร้างโฆษณาชวนเชื่อที่ดูเหมือนทำขึ้นสำหรับแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะโดยมุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติ ขณะนี้อิทธิพลของกลุ่มนี้ได้กระจายไปไกล ตั้งแต่เอเชียกลางยันอเมริกาเหนือ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีการหาสมาชิกและการปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายไปมากน้อยเพียงใด

แน่นอนว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นนี้เป็นความท้าทายใหม่สำหรับหน่วยงานความมั่นคง เพราะกลุ่มหัวรุนแรงหันมาใช้แอปที่เข้ารหัสและเว็บมืดเพื่อปลุกปั่นและวางแผนก่อเหตุกันมากขึ้น แต่ในอีกมุม AI ก็เป็นโอกาสสำหรับหน่วยข่าวกรองเช่นกัน เพราะช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลได้มหาศาล และตรวจจับการปลุกปั่นได้เร็วขึ้น

ติดต่อ

[email protected]

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

อ่านรายงาน GTI ประจำปี 2568 ฉบับเต็ม พร้อมแผนที่แบบอินเทอร์แอคทีฟได้ที่: visionofhumanity.org

X: @GlobPeaceIndex

Facebook: facebook.com/globalpeaceindex

ดัชนีการก่อการร้ายทั่วโลก

ดัชนีการก่อการร้ายทั่วโลก (GTI) ซึ่งจัดทำโดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (IEP) ให้ข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับแนวโน้มและรูปแบบของการก่อการร้ายทั่วโลกตลอด 17 ปีที่ผ่านมา รายงานนี้จัดอันดับ 163 ประเทศ (99.7% ของประชากรโลก) ตามผลกระทบที่ได้รับจากการก่อการร้าย โดยพิจารณาจากจำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้บาดเจ็บและถูกจับเป็นตัวประกัน

รายงาน GTI ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลติดตามการก่อการร้าย TerrorismTracker และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ โดย TerrorismTracker บันทึกเหตุการณ์โจมตีของผู้ก่อการร้ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ประกอบด้วยข้อมูลการก่อการร้ายกว่า 73,000 เหตุการณ์ในช่วงปี 2550-2567

สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ

สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (IEP) คือหน่วยงานมันสมองชั้นนำระดับโลกที่อุทิศตนให้กับการพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์สันติภาพและคุณค่าที่มีต่อเศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนาดัชนีระดับชาติและระดับโลกหลายดัชนี เช่น ดัชนีสันติภาพโลก เพื่อคำนวณผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากความรุนแรง และทำความเข้าใจผลเชิงบวกของสันติภาพ ซึ่งเป็นทัศนคติ ธรรมเนียมปฏิบัติ รวมถึงรากฐานในการสร้างและรักษาความสงบสุขในสังคม

[1] Counter Terrorism Policing, UK, 2024 – https://www.counterterrorism.police.uk/number-of-young-people-arrested-for-terrorism-offences-hits-record-high/

View original content to download multimedia: Read More