Skip to content
Home » Tech » การติดตามการนอนหลับด้วยอุปกรณ์สวมใส่: Insight ที่มาพร้อมความวิตกกังวล และวิธีใช้อย่างชาญฉลาด

การติดตามการนอนหลับด้วยอุปกรณ์สวมใส่: Insight ที่มาพร้อมความวิตกกังวล และวิธีใช้อย่างชาญฉลาด

การติดตามการนอนหลับ

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกแง่มุมของชีวิต การติดตามการนอนหลับ ด้วยอุปกรณ์สวมใส่อย่างสมาร์ทวอทช์หรือแหวนอัจฉริยะ ได้กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมที่ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมการนอนของตัวเองมากขึ้น แอปพลิเคชันเหล่านี้สัญญาว่าจะมอบข้อมูลเชิงลึก เพื่อนำไปสู่การพักผ่อนที่ดีขึ้น แต่สำหรับหลายคน การไล่ล่าคะแนนการนอนที่สมบูรณ์แบบ กลับกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เรานอนไม่หลับเสียเอง ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ออร์โธซอมเนีย” นี้ กำลังกลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองในแวดวงสุขภาพ ซึ่ง ดร. Rebecca Robbins ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Harvard Medical School ชี้ให้เห็นว่า เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าคะแนนการนอนทำงานอย่างไร และจะใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ก่อให้เกิดความกังวล

ความสำคัญของการนอนหลับและบทบาทของอุปกรณ์สวมใส่

การนอนหลับคือรากฐานสำคัญของสุขภาพในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่ดีขึ้น สุขภาพหัวใจ และการทำงานของสมอง ในทางกลับกัน การอดนอนเรื้อรังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด ความผิดปกติของการเผาผลาญ การตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง และความผิดปกติทางอารมณ์

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจว่าตัวเองนอนหลับไปมากน้อยแค่ไหนอย่างแม่นยำ เนื่องจากการรายงานด้วยตนเองนั้นไม่น่าเชื่อถือ เรามักจะประมาณเวลาที่อยู่ในเตียงว่าคือเวลานอนหลับทั้งหมด และลืมการตื่นกลางดึกไปเสียสนิท แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดร. Robbins กล่าวว่า เทคโนโลยีการติดตามการนอนหลับสำหรับผู้บริโภคได้เข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ ด้วยความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกจากที่บ้านมากขึ้น อุปกรณ์ยอดนิยมในตลาดปัจจุบัน ได้แก่ Oura Ring, Whoop band, Fitbit และ Apple Watch

เบื้องหลัง “คะแนนการนอนหลับ” ทำงานอย่างไร?

อุปกรณ์สวมใส่เหล่านี้ (เช่น แบบสวมข้อมือหรือแหวน) ได้รับการติดตั้งเซนเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประกอบด้วย:

  • เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ: สำหรับตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย
  • มาตรความเร่ง (Accelerometer): สำหรับตรวจจับการเคลื่อนไหว
  • เซนเซอร์วัดแสง: อาจใช้ในการตรวจจับสภาพแวดล้อม
  • เทคโนโลยี Photoplethysmography (PPG): ใช้พัลส์แสงตรวจจับการเคลื่อนไหวของเลือดใต้ผิวหนัง เพื่อคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจ และประมาณค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด

อุปกรณ์ของคุณจะติดตามว่าคุณนอนหลับไปนานแค่ไหน และประมาณการว่าใช้เวลาเท่าไรในแต่ละช่วงการนอนหลับ ได้แก่ การนอนหลับตื้น (light sleep), การนอนหลับลึก (deep sleep) และการนอนหลับ REM (Rapid Eye Movement) จากนั้นจะนำข้อมูลเหล่านี้มารวมกันเป็นคะแนนเดียว

อย่างไรก็ตาม ดร. Robbins ย้ำว่าคะแนนเหล่านี้เป็นเพียงค่าประมาณการ และแต่ละบริษัทมีระบบการให้คะแนนของตัวเอง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นความแม่นยำในระดับคลินิก ตัวอย่างเช่น Oura และ Apple ต่างให้คะแนนในช่วง 0-100 แต่ Oura ระบุว่า 70-84 คือ “ดี” ในขณะที่ Apple มีช่วง 61-80 เป็น “พอใช้ได้” สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คำว่า “คุณภาพการนอนหลับ” ตามนิยามทางการแพทย์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัวเลข แต่มันยังรวมถึงระยะเวลาที่เพียงพอ (ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ต้องการ 7-9 ชั่วโมง), ความต่อเนื่อง, การกระจายตัวของช่วงการนอนหลับที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้สึกของคุณเมื่อตื่นนอนและตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เป็นอัตวิสัยที่อุปกรณ์ไม่สามารถวัดได้

ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อความวิตกกังวล

แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับคะแนนในแต่ละคืน ดร. Robbins แนะนำว่าการใช้การติดตามการนอนหลับที่ดีที่สุดคือ การสังเกต “รูปแบบ” การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมเมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจเริ่มสังเกตเห็นผลกระทบของการดื่มไวน์ตอนดึกที่มีต่อสัดส่วนการนอนหลับลึกของคุณ หรืออัตราการเต้นของหัวใจขณะพักที่สูงขึ้นหลังจากการนอนไม่พอหลายคืนติดต่อกัน หรือความแตกต่างที่ชัดเจนของการเข้านอนที่เป็นเวลาสม่ำเสมอสร้างขึ้นได้ในหลายสัปดาห์

อุปกรณ์สวมใส่สามารถกระตุ้นแรงจูงใจภายในสำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการให้ข้อมูลป้อนกลับรายวัน คะแนนของคุณ (ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี) สามารถกระตุ้นให้คุณทบทวนการกระทำของตัวเอง และคิดว่า “เมื่อวานฉันทำอะไรไป?” “คืนนี้ฉันจะทำอะไรที่แตกต่างออกไปได้บ้าง?”

สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณไม่จำเป็นต้อง “ปรับปรุง” ทุกรายละเอียดของโครงสร้างการนอนหลับของคุณเพื่อรับประโยชน์จากการติดตามนี้ การใช้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการที่คุณสามารถติดตามความคืบหน้าของตัวเองได้เมื่อเวลาผ่านไป ควรเน้นไปที่ว่าแนวโน้มโดยรวมกำลังดีขึ้นหรือไม่ มากกว่าการหลงใหลในคะแนนเพียงวันต่อวัน

รู้จัก “ออร์โธซอมเนีย” ปัญหาที่เกิดจากการหมกมุ่นกับคะแนน

ไม่ใช่ทุกคนที่ตอบสนองต่อข้อมูลด้วยแรงจูงใจ สำหรับบางคน คะแนนการนอนหลับรายวันนำไปสู่ความหวาดกลัว นักวิจัยได้ตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า “ออร์โธซอมเนีย” (Orthosomnia) ซึ่งเป็นคำที่บัญญัติขึ้นในปี 2017 อธิบายถึงความหมกมุ่นกับการบรรลุข้อมูลการนอนหลับที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งกลับทำให้การนอนหลับแย่ลงไปอีก

ดร. Robbins อธิบายว่าปรากฏการณ์นี้มักส่งผลกระทบต่อผู้ที่อ่อนไหวต่อความวิตกกังวลอยู่แล้ว การได้รับข้อมูลป้อนกลับรายวันสามารถกระตุ้นให้เกิดวงจรของการครุ่นคิดและกังวล ซึ่งท้ายที่สุดจำกัดความสามารถในการนอนหลับที่ดีในคืนถัดไป นั่นคือ คุณนอนไม่ดี คะแนนก็ออกมาแย่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับคะแนนเพิ่มขึ้น ความวิตกกังวลนั้นรบกวนการนอนในคืนถัดไป ทำให้ได้คะแนนที่แย่ลงไปอีก และเป็นเช่นนี้เรื่อยไป

นอกจากนี้ ข้อมูลที่มากเกินไป (Information Overload) ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง หากคุณถูกนำเสนอด้วยข้อมูลมากมาย เช่น ช่วงการนอนหลับ อัตราการหายใจ HRV ความเบี่ยงเบนของอุณหภูมิผิว คะแนนพลังงานร่างกาย (body battery) และอื่นๆ มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกท่วมท้น ดร. Robbins แนะนำว่าตัวชี้วัดที่เป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ มักจะเป็นตัวชี้วัดที่เรียบง่ายที่สุด เช่น เวลานอนทั้งหมด และคะแนนสรุปที่บอกว่าคืนนั้นเป็นการนอนหลับที่ดีหรือไม่

เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อการนอนหลับที่มีคุณภาพ โดยไม่ต้องพึ่งแค่ตัวเลข

หากคุณพบว่าตัวเองพึ่งพาคะแนนการติดตามการนอนหลับมากเกินไป ลองใช้วิธีการอื่นๆ ที่เป็นพื้นฐานสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผล:

  • หลีกเลี่ยงหน้าจอก่อนนอน: แสงสีฟ้าจากโทรศัพท์และแล็ปท็อปจะยับยั้งการผลิตเมลาโทนิน นอกจากนี้ การเลื่อนดูหน้าจอหรือตอบข้อความยังทำให้ระบบประสาทตื่นตัว ทำให้หลับยาก
  • แทนที่หน้าจอด้วยกิจกรรมที่ผ่อนคลายอย่างแท้จริง: แทนที่จะแค่เลิกพฤติกรรม ลองเพิ่มนิสัยใหม่ๆ เช่น อ่านหนังสือ อาบน้ำอุ่น หรือฝึกสมาธิแบบเจริญสติ
  • สร้างการผ่อนคลายเชิงรุก: ไม่ต้องรอจนกว่าจะง่วงและหวังว่าการนอนจะตามมา ลองสร้างวิธีการผ่อนคลายอย่างมีสติ เช่น การฝึกหายใจ การยืดกล้ามเนื้อเบาๆ หรือการทำสมาธิแบบสแกนร่างกาย (body scan meditation)
  • รักษากำหนดการนอนหลับให้สม่ำเสมอ: ความสม่ำเสมอของเวลาเข้านอนและตื่นนอนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำนายคุณภาพการนอนหลับได้ดีที่สุด เพราะช่วยให้จังหวะชีวภาพ (circadian rhythm) ทำงานได้อย่างราบรื่น
  • ซื่อสัตย์กับตัวเองเรื่องสารกระตุ้น: กาแฟตอนบ่ายสามโมงสามารถรบกวนการนอนหลับตอนสี่ทุ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนแอลกอฮอล์ แม้จะช่วยให้หลับเร็วขึ้นในช่วงแรก แต่กลับทำลายคุณภาพการนอนหลับในช่วงครึ่งหลังของคืน

มุมมองบรรณาธิการ: นอนดีไม่ต้องพึ่งคะแนนเป๊ะ?

จากข้อมูลที่เราได้รับ จะเห็นได้ชัดว่าอุปกรณ์การติดตามการนอนหลับเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจรูปแบบการนอนหลับของเรา แต่สิ่งสำคัญคือต้องไม่หลงไปกับตัวเลขหรือคะแนนที่อุปกรณ์สร้างขึ้น จนเกิดความเครียดหรือ “ออร์โธซอมเนีย” ที่ส่งผลเสียต่อการนอนหลับเสียเอง เรามองว่าการใช้ข้อมูลเหล่านี้ควรเป็นไปเพื่อการรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาพรวม แทนที่จะยึดติดกับความสมบูรณ์แบบในแต่ละคืน สำหรับแฟนๆ เทคโนโลยี เราสามารถใช้สมาร์ทวอทช์เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางที่คอยให้คำแนะนำ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าเมื่อตื่นนอนต่างหากคือตัวชี้วัดคุณภาพการนอนหลับที่ดีที่สุด อย่าปล่อยให้เทคโนโลยีมาบงการความสุขจากการพักผ่อนของคุณครับ

ที่มา: lifehacker.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →