หลังจาก Google เข้าซื้อกิจการ Fitbit การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มาถึงอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดกับการประกาศปรับโฉมแอปพลิเคชัน Fitbit และการจัดการบัญชีครั้งสำคัญ ที่ผู้ใช้งานจะต้องเตรียมตัวรับมือ เพราะนอกจากจะมีการบังคับโยกย้ายบัญชีผู้ใช้แล้ว ฟีเจอร์ยอดนิยมและข้อมูลสำคัญหลายอย่างก็จะหายไปอย่างถาวร ทำให้ประสบการณ์ใช้งาน Fitbit เปลี่ยนแปลง ไปจากเดิมอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานมายาวนาน
บัญชี Fitbit กำลังจะหายไป ถาวร!
สำหรับผู้ที่ยังใช้บัญชี Fitbit เดิมอยู่ ตอนนี้ได้เวลาต้องย้ายไปใช้ Google Account แล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่ง Google ได้แจ้งเส้นตายไว้อย่างชัดเจนและแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิมมาก
- 12 พฤษภาคม 2026: ฟีเจอร์โซเชียลในแอปพลิเคชัน Fitbit จะถูกล็อกสำหรับผู้ที่ยังใช้บัญชี Fitbit เดิม
- 19 พฤษภาคม 2026: บัญชี Fitbit เดิมของคุณจะหยุดทำงานโดยสมบูรณ์
- 15 กรกฎาคม 2026: Google จะเริ่มลบข้อมูล Fitbit ของคุณทิ้ง
นี่ไม่ใช่ข่าวลือหรือการผลักดันอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกต่อไป แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จริงจังและเด็ดขาด ผู้ใช้จำเป็นต้องทำการโยกย้ายบัญชีเพื่อรักษาข้อมูลและเข้าถึงการใช้งานต่อไปได้
ฟีเจอร์สังคมออนไลน์และชุมชนที่กำลังจะถูกยกเลิก
ไม่เพียงแค่บัญชี แต่ระบบสังคมออนไลน์และชุมชนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ Fitbit ก็กำลังจะถูกถอดออกเช่นกัน
- เว็บบอร์ด Fitbit (Fitbit forums): ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 2013 กำลังจะถูกปิดตัวลง ผู้ใช้งานจะสูญเสียประวัติการโพสต์และข้อมูลโปรไฟล์ทั้งหมด โดยยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเก็บข้อมูลเก่าไว้ในคลังหรือไม่
- แบดจ์ (Badges) และ Sleep Animals: ฟีเจอร์สร้างแรงจูงใจและสีสันในการใช้งานเหล่านี้จะไม่มีอีกต่อไป จะไม่มีการสร้างแบดจ์ใหม่ และแบดจ์เก่าทั้งหมดจะถูกลบออก ส่วนฟีเจอร์ Sleep Animals ที่เคยช่วยวิเคราะห์การนอนก็หายไปเช่นกัน
นอกจากนี้ ฟีเจอร์โซเชียลอื่นๆ ในแอปพลิเคชัน Fitbit ก็มีการปรับเปลี่ยนและยกเลิกหลายส่วน ได้แก่:
- โปรไฟล์โซเชียล: จะเชื่อมโยงกับบัญชี Google โดยตรง โดยใช้ชื่อ, อีเมล, และรูปโปรไฟล์จาก Google Account ไม่สามารถตั้งชื่อหรือรูปเฉพาะสำหรับ Fitbit ได้
- การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว: สำหรับโปรไฟล์โซเชียลจะหายไป ทำให้ไม่สามารถซ่อนข้อมูลเพศ, ส่วนสูง, น้ำหนัก, ตำแหน่งที่ตั้ง หรือรายชื่อเพื่อนได้อีกต่อไป
- กลุ่ม (Groups) และ Community feed: จะถูกยกเลิก
- ข้อความส่วนตัว (Direct messages): จะไม่สามารถใช้ได้ในแอป Fitbit
- บัญชีสำหรับเด็ก (Kid accounts): จะไม่สามารถมีเพื่อนได้
ฟีเจอร์ด้านสุขภาพสำคัญที่ถูกปรับหรือยกเลิกใน Google Health
เมื่อแอปพลิเคชัน Fitbit เดิมถูกแทนที่ด้วย Google Health ฟีเจอร์ด้านสุขภาพหลายอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนหรือหายไป ซึ่งบางส่วนอาจทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าขาดหายไป
- Cardio fitness (VO2max): จะไม่ประเมินจากส่วนสูงและน้ำหนักอีกต่อไป แต่จะใช้ข้อมูล GPS จากการวิ่งกลางแจ้งแทน และสามารถใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ Fitbit ได้ด้วย
- Sleep profiles (รวมถึง Sleep Animals): จะหายไป แต่จะถูกแทนที่ด้วยการให้ Google Health Coach วิเคราะห์รูปแบบการนอนให้ (ซึ่งเป็นฟีเจอร์พรีเมียม)
- Estimated Oxygen Variation (EOV): จะหายไป แต่ยังสามารถตรวจสอบระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2) ได้ในแท็บ Health
- Snore detection: ฟีเจอร์ตรวจจับเสียงกรนที่เคยมีในรุ่น Sense และ Versa 3 จะถูกยกเลิก
- กราฟการตรวจสอบความเครียด: จะไม่สามารถดูได้แล้ว แต่ยังสามารถสแกนผลรายบุคคลได้จาก Charge 5, Charge 6 และ Sense
- อุณหภูมิผิวหนังแบบนาทีต่อนาที: จะไม่แสดงผลอีกต่อไป แต่ยังคงดูข้อมูลอุณหภูมิผิวหนังรายวันและรายสัปดาห์ได้
- การติดตามระดับน้ำตาลในเลือด: จะไม่สามารถเพิ่มอาการหรือตั้งการแจ้งเตือนได้ แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Apple Health (iOS) หรือ Health Connect (Android) เพื่อดึงข้อมูลระดับน้ำตาลในเลือดได้
- แผนอาหาร (Food plans): จะไม่รองรับการตั้งเป้าหมายแคลอรี่โดยตรงแล้ว แต่ยังสามารถตั้งเป้าหมายแคลอรี่และมาโครนิวเทรียนท์ได้ในส่วน Nutrition ของแท็บ Health
- สูตรอาหาร (Recipes): ฟีเจอร์พรีเมียมนี้จะถูกยกเลิก
- อุปกรณ์ Lifescan: จะไม่รองรับการเชื่อมต่อกับแอป Fitbit อีกต่อไป แต่ยังสามารถบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองได้
ข้อสังเกตคือ ฟีเจอร์ที่หายไปหลายอย่างมักถูกแทนที่ด้วยคำแนะนำให้ “ถาม Google Health Coach” ซึ่งเป็นฟีเจอร์พรีเมียมที่ต้องสมัครสมาชิก ทำให้ผู้ใช้อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เคยได้ฟรี
แล้วผู้ใช้ Fitbit จะได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงนี้?
ในฐานะผู้ใช้งานและผู้ที่ติดตามตลาดอุปกรณ์สวมใส่มาโดยตลอด เรามองว่าการที่ Google เข้ามาปรับโครงสร้าง Fitbit เปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่เช่นนี้ สะท้อนถึงความพยายามในการรวมทุกสิ่งเข้าสู่ระบบนิเวศของ Google ซึ่งอาจทำให้ประสบการณ์ใช้งานมีความต่อเนื่องและเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้งาน Fitbit เดิมที่ผูกพันกับฟีเจอร์และชุมชนต่างๆ ที่กำลังจะหายไป การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างมาก และอาจรู้สึกว่าเป็นการถดถอยมากกว่าการอัปเกรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฟีเจอร์บางอย่างที่เคยได้ฟรีกลับถูกผลักดันไปอยู่ในบริการพรีเมียมอย่าง Google Health Coach สำหรับแฟนๆ Fitbit แล้ว การปรับตัวให้เข้ากับแพลตฟอร์มใหม่ และการประเมินว่าฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามานั้นจะคุ้มค่ากับการที่ต้องเสียบางอย่างไปหรือไม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ที่มา: lifehacker.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- Google Fitbit Air เปิดตัวแล้ว: ทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสุขภาพดิจิทัลในราคาที่เข้าถึงง่าย
- นักยกน้ำหนักเผยแผนฝึกเข้มข้น เตรียมพิชิต Hyrox NYC พร้อมคู่หูนักวิ่ง
- ChatGPT เปิดตัวฟีเจอร์ Trusted Contact ยกระดับความปลอดภัยทางใจของผู้ใช้งาน
- Hisense U8QG QLED TV 100 นิ้ว ลดราคาครั้งใหญ่ มอบประสบการณ์โรงหนังส่วนตัวในบ้าน