Skip to content
Home » Tech » Apple ปล่อยฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึงใหม่ ยกระดับประสบการณ์ใช้งานด้วย Apple Intelligence

Apple ปล่อยฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึงใหม่ ยกระดับประสบการณ์ใช้งานด้วย Apple Intelligence

ฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึง

Apple ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ด้วยการประกาศเปิดตัว ฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึง ชุดใหม่ ซึ่งจะทยอยปล่อยออกมาให้ใช้งานภายในปีนี้ และคาดว่าจะมาพร้อมกับการอัปเดต iOS เวอร์ชันถัดไปที่น่าจะเป็น iOS 27 แม้บริษัทยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ ฟีเจอร์เหล่านี้ไม่เพียงออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานที่มีข้อจำกัดเท่านั้น แต่ยังผสานพลังของ Apple Intelligence เข้ามาช่วยยกระดับการใช้งานให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอีกด้วย

ปลดล็อกการสั่งการด้วยเสียงแบบธรรมชาติด้วย Apple Intelligence

หนึ่งในฟีเจอร์ที่น่าสนใจที่สุดคือการยกระดับระบบ Voice Control ที่จะทำงานร่วมกับ Apple Intelligence เดิมที Voice Control ช่วยให้คุณนำทาง iPhone ด้วยคำสั่งเสียงที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง แต่ต่อไปนี้ คุณจะสามารถใช้ภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นในการสั่งการ

  • สั่งการได้ตรงใจ: ไม่ต้องจำตำแหน่งหรือเลขกริดอีกต่อไป เพียงพูดว่า “เปิดโฟลเดอร์สีเหลือง” ในแอป Files หรือ “แตะคู่มือ ‘ร้านอาหารที่ดีที่สุด’” ในแอป Maps

ความสามารถนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ที่พึ่งพา Voice Control ในการใช้งาน iPhone หรือ iPad และยังแสดงให้เห็นว่า Apple Intelligence พัฒนาไปถึงจุดที่ทุกคนสามารถควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้ด้วยเสียงได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการเช็กสูตรอาหารขณะทำครัวโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ

ยกระดับการรับรู้และเข้าใจเนื้อหาด้วย AI อัจฉริยะ

Apple ได้พัฒนาฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึงอื่นๆ ให้ฉลาดขึ้นด้วยการใช้ AI เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้และเข้าใจข้อมูลรอบตัวได้ดีกว่าเดิม

VoiceOver และ Magnifier ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น

ภายในปีนี้ ทั้ง VoiceOver และ Magnifier จะสามารถอธิบายสิ่งที่อยู่บนหน้าจอได้ และเมื่อทำงานร่วมกับกล้องในอุปกรณ์ ฟีเจอร์เหล่านี้จะสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณได้อีกด้วย

  • Image Explorer ใน VoiceOver: จะให้คำอธิบายของรูปภาพ บิล ใบเสร็จ และเอกสารอื่นๆ ที่คุณป้อนเข้าไป
  • Live Recognition: Apple Intelligence จะอธิบายสิ่งที่เห็นผ่านมุมมองกล้องได้อย่างละเอียด คล้ายกับผลิตภัณฑ์คู่แข่งอย่าง Gemini Live พร้อมให้คุณถามคำถามเพิ่มเติมได้ด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติ ทำให้การโต้ตอบมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • Magnifier อัจฉริยะ: สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตา นอกจากการขยายเพื่อดูองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิดแล้ว เมื่อเล็งกล้องของ Magnifier ไปยังเอกสารหรือใบเสร็จ คุณจะสามารถถามคำถามเกี่ยวกับข้อมูลนั้นๆ ได้ เช่น “ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไหร่?” และจะได้รับคำตอบพร้อมบริบทที่เกี่ยวข้อง รวมถึงใช้คำสั่งเสียงเพื่อดำเนินการต่างๆ เช่น “ซูมเข้า” หรือ “เปิดไฟฉาย”

Accessibility Reader และคำบรรยายวิดีโอส่วนตัว

  • Accessibility Reader ที่รองรับข้อมูลซับซ้อน: เดิมทีช่วยให้อ่านข้อความได้ง่ายขึ้นด้วยการปรับแต่งฟอนต์ พื้นหลัง รูปแบบ และสี แต่ตอนนี้ Apple Intelligence จะทำให้ Accessibility Reader ทำงานได้กับ “เนื้อหาแหล่งที่มาที่ซับซ้อนมากขึ้น” เช่น บทความทางวิทยาศาสตร์ ข้อความที่มีหลายคอลัมน์ รวมถึงรูปภาพและตารางข้อมูล นอกจากนี้ ฟีเจอร์ยังสามารถสรุปเนื้อหาสำคัญให้คุณได้ เพื่อให้เข้าใจแก่นแท้ก่อนอ่านต่อ
  • คำบรรยายอัตโนมัติสำหรับวิดีโอส่วนตัว: Apple Intelligence จะสามารถสร้างคำบรรยายสำหรับวิดีโอที่ไม่มีคำบรรยายได้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นคลิปที่คุณดูออนไลน์หรือวิดีโอที่คุณถ่ายเอง ฟีเจอร์นี้จะทำงานบน iPhone, iPad, Mac, Apple TV และ Apple Vision Pro โดยกระบวนการทั้งหมดจะถูกประมวลผลบนอุปกรณ์แบบส่วนตัว และสามารถเปิดหรือปิดได้

Apple Vision Pro ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: การควบคุมและลดอาการเมารถ

สำหรับ Apple Vision Pro เองก็มีการอัปเดต ฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึง ที่น่าสนใจเช่นกัน ซึ่งจะทยอยมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

  • ควบคุมวีลแชร์ด้วยสายตา: ผู้ใช้งานวีลแชร์ไฟฟ้าจะสามารถควบคุมวีลแชร์ของตนเองด้วยการเคลื่อนไหวของดวงตา
  • Vehicle Motion Cues ลดอาการเมารถ: ฟีเจอร์นี้เคยมีเฉพาะใน iOS แต่กำลังจะมาถึง Vision Pro โดยจะเพิ่มจุดเคลื่อนไหวบนหน้าจอเพื่อช่วยลดผลกระทบจากอาการเมารถ ซึ่งน่าสนใจว่าจะช่วยบรรเทาอาการเมารถที่อาจเกิดจากการใช้ Apple Vision Pro ในยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ได้หรือไม่
  • สั่งการด้วยท่าทางใบหน้า: ผู้ใช้งานจะมีตัวเลือกใหม่ในการแตะและดำเนินการระบบผ่านท่าทางใบหน้า

อัปเดตฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึงอื่นๆ ที่กำลังพัฒนา

นอกจากฟีเจอร์ที่กล่าวมาข้างต้น Apple ยังเพิ่มตัวเลือกฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึงอื่นๆ ใน iOS, iPadOS และ macOS อีกหลายรายการ ได้แก่:

  • รองรับคอนโทรลเลอร์ Sony Access: สำหรับ iOS, iPadOS และ macOS
  • Touch Accommodations: จะรองรับ “วิธีใหม่ในการปรับแต่งการตั้งค่า” ใน iOS และ iPadOS
  • เครื่องช่วยฟัง Made for iPhone: กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งจะสามารถจับคู่และสลับการใช้งานระหว่างอุปกรณ์ Apple ของคุณได้เหมือนกับ AirPods ซึ่งได้รับการรับรองจาก FDA ว่าเป็นเครื่องช่วยฟังแล้ว
  • รองรับข้อความขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับ tvOS
  • Name Recognition: ขยายการรองรับเป็นมากกว่า 50 ภาษา

บทวิเคราะห์: ทำไมฟีเจอร์เหล่านี้จึงสำคัญกว่าที่คิด?

การประกาศ ฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึง ชุดใหม่นี้ของ Apple ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยไม่มีข้อจำกัด การผสาน Apple Intelligence เข้ามาในฟีเจอร์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการทำให้ใช้งานง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ผู้ใช้งานที่มีความต้องการพิเศษสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่น่าสนใจคือฟีเจอร์หลายอย่าง เช่น การสั่งการด้วยเสียงแบบธรรมชาติ หรือการสรุปเอกสารที่ซับซ้อน ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ทั่วไปอย่างมหาศาลเช่นกัน แสดงให้เห็นว่า Apple กำลังเปลี่ยนแนวคิดจาก ‘Accessibility’ เป็น ‘Universal Usability’ ที่ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นทิศทางที่น่าชื่นชมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัจจุบัน

ที่มา: lifehacker.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →