Skip to content
Home » PR Newswire » องค์กรทั่วโลกเผชิญวิกฤตด้านการขยายการใช้งาน AI: 77% ขององค์กรยกให้ AI เป็นวาระสำคัญระดับคณะกรรมการบริษัท แต่สองในสามยังคงพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม

องค์กรทั่วโลกเผชิญวิกฤตด้านการขยายการใช้งาน AI: 77% ขององค์กรยกให้ AI เป็นวาระสำคัญระดับคณะกรรมการบริษัท แต่สองในสามยังคงพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม

รายงานฉบับใหม่จาก Tata Communications และ Bloomberg Media Studios เปิดเผยว่า องค์กรต่าง ๆ ไม่ได้กำลังประสบปัญหาในการนำ AI มาใช้งาน แต่กำลังเผชิญความท้าทายในการขยายการใช้งาน AI ให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร เนื่องจากภาระหนี้ทางเทคโนโลยีที่สะสมอยู่ในระบบพื้นฐาน

มุมไบ, อินเดีย, 9 มิถุนายน 2569 /PRNewswire/ — AI ได้กลายเป็นนโยบายหลักที่องค์กรทั่วโลกต่างต้องให้ความสำคัญ แต่ผลการศึกษาระดับโลกฉบับใหม่จาก Tata Communications และ Bloomberg Media Studios ได้เผยให้เห็นคำถามที่สำคัญและชัดเจนยิ่งขึ้นซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นภายในองค์กรต่าง ๆ นั่นคือ การลงทุนใน AI ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามอีกต่อไป แต่ระบบที่รองรับอยู่เบื้องหลังนั้น อาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI ในระดับขนาดใหญ่อย่างเพียงพอ

จากรายงาน Building Durable AI Advantage ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย Tata Communications และจัดทำขึ้นร่วมกับ Bloomberg Media Studios พบว่า ผู้นำองค์กรสามในสี่ราย (77%) ปัจจุบันมองว่า AI เป็นประเด็นสำคัญในระดับคณะกรรมการบริษัท อย่างไรก็ตาม 65% ขององค์กรยังคงพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลและความซับซ้อนด้านการบูรณาการระบบที่ AI ระดับองค์กรต้องการ นอกจากนี้ มีเพียง 29% เท่านั้นที่ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานของตนสามารถขยายขนาดรองรับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากภาระงานของ AI ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในลักษณะเส้นตรง แต่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เคลื่อนย้ายข้ามสภาพแวดล้อมต่าง ๆ และสร้างแรงกดดันต่อจุดที่อ่อนแอที่สุดของระบบ

การศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจผู้บริหารระดับสูงจำนวน 501 คน จากองค์กรในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ที่มีรายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ และได้ระบุถึงระบบเสริมแรง 5 ประการ หรือที่เรียกว่า “ลูป” (loops) ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าการลงทุนด้าน AI จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแบบทวีคูณต่อเนื่อง หรือจะหยุดนิ่งและไม่ก่อให้เกิดผลเพิ่มเติมเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งนี้ ลูปทั้งห้าประกอบด้วย Foundation (การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย), Integration (ความสามารถในการเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันระหว่างระบบต่าง ๆ), Skills (การกระจายและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร), Governance (ความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการตัดสินใจ) และ ROI (ความสามารถในการมองเห็นคุณค่าหรือผลตอบแทนที่เกิดขึ้น) องค์กรสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกเฉพาะด้านได้ แม้จะมีลูปใดลูปหนึ่งกำลังเผชิญข้อจำกัดอยู่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพที่ยั่งยืนในระยะยาวนั้นจะขึ้นอยู่กับการทำงานที่สอดประสานกันของทั้งห้าลูป เมื่อแต่ละลูปส่งเสริมซึ่งกันและกัน ความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและข้อได้เปรียบจะสะสมเพิ่มขึ้นทวีคูณ แต่หากลูปใดลูปหนึ่งหยุดชะงัก ข้อจำกัดก็จะลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ และส่งผลให้แรงส่งในการเติบโตอ่อนแอลง

จุดที่ข้อจำกัดกำลังก่อตัวขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้พบว่าจุดกดดันสำคัญกำลังปรากฏขึ้นในทั้งห้าลูปดังต่อไปนี้:

  • Foundation: การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่สม่ำเสมอ องค์กรไม่ถึงครึ่งหนึ่งรายงานว่ามีระบบเครือข่ายการเชื่อมต่อที่ได้รับการปรับปรุงอย่างสมบูรณ์ มีความยืดหยุ่นในการติดตั้งและใช้งานระบบแบบไฮบริด หรือมีสถาปัตยกรรมข้อมูลที่ทันสมัย องค์กรที่มีโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูงมีแนวโน้มเกือบสองเท่าที่จะรายงานว่าสามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจจาก AI ได้ในระดับสูง เมื่อเทียบกับองค์กรที่ยังคงดำเนินงานบนระบบแบบดั้งเดิม 
  • Integration: ผู้นำองค์กร 28% ระบุว่าความยากลำบากในการผสาน AI เข้ากับระบบเดิมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างคุณค่า ขณะที่ 38% ระบุว่าความกังวลเกี่ยวกับการบูรณาการระบบเป็นปัจจัยที่ทำให้กระบวนการอนุมัติและการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า นอกจากนี้ สองในสามของผู้ตอบแบบสำรวจ (67%) ยังมองว่าการผสานการทำงานระหว่างระบบอัตโนมัติทางดิจิทัลกับปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ในทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการนำ AI ไปใช้งาน
  • Skills: องค์กร 30% ระบุว่าช่องว่างด้านทักษะและการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างคุณค่าจาก AI ให้เกิดขึ้นจริง ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น โดย 45% ขององค์กรที่มีรายได้มากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ ระบุถึงปัญหาการขาดแคลนทักษะ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ
  • Governance: องค์กร 42% ระบุว่ากระบวนการตรวจสอบด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้การอนุมัติโครงการล่าช้า รองลงมาคือความกังวลด้านการบูรณาการระบบ (38%) และความซับซ้อนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง (38%) เมื่อการลงทุนมีมูลค่าสูงขึ้น จนต้องอาศัยการพิจารณาจากคณะกรรมการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากขึ้น ระบบกำกับดูแลก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นตัวฉุดรั้งการขยายตัว แทนที่จะเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการเติบโต
  • ROI: องค์กรเก้าในสิบแห่งระบุว่าพวกเขาได้รับคุณค่าบางส่วนจากโครงการปรับปรุงระบบให้ทันสมัยแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน มากกว่าหกในสิบยอมรับว่ายังไม่สามารถบรรลุถึงผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้ ส่วนหนึ่งของความท้าทายอยู่ที่ความสามารถในการมองเห็นคุณค่า เมื่อ AI โครงสร้างพื้นฐาน และระบบความปลอดภัย ถูกติดตามและประเมินผลแยกออกจากกัน ผลกระทบที่แท้จริงต่อธุรกิจโดยรวมจึงถูกซ่อนเอาไว้เบื้องหลัง ผลลัพธ์ที่สร้างคุณค่าต่อธุรกิจถูกมองว่าเกิดขึ้นเฉพาะในแต่ละโครงการแยกจากกัน ส่งผลให้การลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตยึดตามข้อมูลหรือสัญญาณที่แคบและสะท้อนคุณค่าเพียงบางส่วนเท่านั้น

Sumeet Walia ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ Tata Communications กล่าวว่า “AI ได้กลายเป็นหนึ่งในวาระทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดของยุคสมัยเรา แต่ปัจจัยที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ตัว AI อีกต่อไป หากแต่อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานและการบูรณาการระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ AI สามารถสร้างคุณค่าได้ในระดับขนาดใหญ่ งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า แม้ความทะเยอทะยานขององค์กรในการใช้ AI จะเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความพร้อมของแต่ละองค์กรยังคงแตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน องค์กรที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอีกหลายปีข้างหน้า คือองค์กรที่ลงทุนในรากฐานซึ่งสามารถเชื่อมโยงผู้คน ระบบ ข้อมูล และระบบอัจฉริยะต่าง ๆ เข้าด้วยกันทั่วทั้งองค์กร

“AI คือระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นระหว่างพลังการประมวลผล พลังงาน การเชื่อมต่อ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นระบบที่แยกขาดจากกันอีกต่อไป แต่กำลังหลอมรวมกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเอกภาพ AI กำลังเร่งให้การหลอมรวมดังกล่าวเกิดขึ้นเร็วขึ้น และ Tata Communications กำลังตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านระบบนิเวศของโซลูชันดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นจุดแข็งเฉพาะตัวที่ทำให้เราช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถศึกษาผลการวิจัยฉบับเต็มของรายงาน Building Durable AI Advantage ได้โดยเข้าชมที่นี่

เกี่ยวกับ Tata Communications

Tata Communications (NSE: TATACOMM) (BSE: 500483) ซึ่งอยู่ในเครือ Tata Group เป็นผู้ให้บริการระบบนิเวศดิจิทัลระดับโลก ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันในกว่า 190 ประเทศและภูมิภาค บริษัทเป็นผู้นำที่ได้รับความไว้วางใจ โดยช่วยเหลือองค์กรทั่วโลกในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลด้วยโซลูชันการทำงานร่วมกันและเชื่อมต่อถึงกัน การเชื่อมต่อหลักและการเชื่อมต่อยุคใหม่ คลาวด์โฮสติ้งและโซลูชันความปลอดภัย ไปจนถึงบริการด้านสื่อต่าง ๆ บริษัทที่ติดอันดับฟอร์จูน 500 กว่า 300 รายเป็นลูกค้าของ Tata Communications ขณะเดียวกัน บริษัทยังเชื่อมโยงธุรกิจต่าง ๆ เข้ากับบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่ของโลก 80% โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tatacommunications.com 

เกี่ยวกับรายงาน

รายงาน Building Durable AI Advantage สำหรับองค์กร จัดทำขึ้นจากการสำรวจผู้บริหารและผู้นำองค์กรจำนวน 501 คน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและการจัดซื้อจัดจ้าง การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 ครอบคลุมตลาดสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน อินเดีย ตลอดจนภูมิภาคเบเนลักซ์และกลุ่มประเทศนอร์ดิก โดยผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 65% เป็นผู้บริหารระดับสูง (C-Suite) ขณะที่อีก 35% เป็นผู้บริหารระดับรองประธานขึ้นไป

ข้อความคาดการณ์อนาคตและคำเตือน

ถ้อยคำและถ้อยแถลงบางส่วนในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ที่เกี่ยวข้องกับ Tata Communications และแนวโน้มในอนาคตของบริษัท รวมถึงถ้อยแถลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฐานะการเงินที่คาดการณ์ไว้ของ Tata Communications กลยุทธ์ทางธุรกิจ การพัฒนาในอนาคตด้านการดำเนินงานของ Tata Communications และเศรษฐกิจทั่วไปในอินเดีย ล้วนเป็นข้อความคาดการณ์อนาคตทั้งสิ้น ข้อความดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทั้งที่ทราบและไม่ทราบ ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่น ๆ รวมถึงปัจจัยด้านการเงิน กฎข้อบังคับ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมและการคาดการณ์แนวโน้ม ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ ผลการดำเนินงาน หรือความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงของ Tata Communications หรือผลลัพธ์ของอุตสาหกรรม แตกต่างอย่างมากจากที่แสดงหรือบอกเป็นนัยในข้อความคาดการณ์อนาคตดังกล่าว ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ผลลัพธ์ ผลการดำเนินงาน หรือความสำเร็จที่แท้จริงแตกต่างอย่างมากจากข้อความคาดการณ์อนาคตดังกล่าว ได้แก่ ความล้มเหลวในการเพิ่มปริมาณการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายของ Tata Communications ความล้มเหลวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างกำไรที่ยอมรับได้ ความล้มเหลวในการทดสอบเชิงพาณิชย์สำหรับเทคโนโลยีและระบบข้อมูลใหม่เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เช่น บริการส่งสัญญาณเสียง ความล้มเหลวในการรักษาเสถียรภาพหรือชะลออัตราการถูกกดราคาของบริการสื่อสารบางประเภทของบริษัท ความล้มเหลวในการบูรณาการการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐบาลหรือกฎระเบียบของอินเดีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการบริหารอุตสาหกรรมของ Tata Communications ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจ และเครดิตโดยทั่วไปในอินเดีย ปัจจัยเพิ่มเติมที่อาจทำให้ผลลัพธ์ ผลการดำเนินงาน หรือความสำเร็จที่แท้จริงแตกต่างอย่างมากจากข้อความคาดการณ์อนาคตดังกล่าวหลายประการมิได้อยู่ในการควบคุมของ Tata Communications ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดอยู่ที่ปัจจัยเสี่ยงที่ระบุในรายงานประจำปีของ Tata Communications Limited

อ่านรายงานประจำปีของ Tata Communications Limited ได้ที่ www.tatacommunications.com Tata Communications ไม่มีข้อผูกมัดและปฏิเสธข้อผูกมัดใด ๆ อย่างชัดแจ้งในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อความคาดการณ์อนาคต

© 2026 Tata Communications Ltd. สงวนลิขสิทธิ์

TATA COMMUNICATIONS และ TATA เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท Tata Sons Private Limited

เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ของบุคคลที่สามเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →