เชื่อว่าหลายคนคงเคยลิ้มรส บิสคอฟ บิสกิตคาราเมลรสชาติเป็นเอกลักษณ์จากเบลเยียม ที่ปัจจุบันกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมอาหารบนโลกออนไลน์ไปแล้ว จากเดิมที่เป็นเพียงขนมว่างคู่กาแฟบนเครื่องบินหรือร้านทำผม บิสคอฟได้ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์บิสกิตที่เติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา และยังคงสร้างกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สูตรขนมง่ายๆ ในครัวเรือนไปจนถึงการเป็นส่วนผสมในอาหารคาวที่สร้างความแปลกใจ
ย้อนรอยเส้นทางความสำเร็จของบิสกิตในตำนาน
บิสคอฟถือกำเนิดขึ้นในปี 1932 โดยบริษัท Lotus จากประเทศเบลเยียม ด้วยรสชาติอบอุ่น กลมกล่อม และกลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆ ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้บิสกิตนี้เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยมา โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บิสคอฟมีกระแสความนิยมเป็นช่วงๆ เริ่มตั้งแต่ปี 2014 ที่เนยถั่วบิสคอฟถูกขนานนามว่าเป็น “ยาเสพติดในขวดโหล” ตามมาด้วยปี 2016 ที่ผงบิสคอฟถูกนำไปผสมในเครื่องดื่ม “freakshake” และในปี 2021 ยิ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากกระแสการทำขนมที่บ้านในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 โดยมีเชฟดังอย่าง Jon Watts สาธิตเมนูบิสคอฟถึง 3 สูตรในรายการโทรทัศน์ยามเช้า
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ เมื่อกระแส “Japanese cheesecake” ที่ใช้บิสกิต บิสคอฟ จุ่มโยเกิร์ตทิ้งไว้ข้ามคืน กลายเป็นไวรัลทั่ว TikTok และ Instagram โดยเฉพาะวิดีโอของ Ashley Markle ครีเอเตอร์สายอาหาร ที่ทำสูตรชีสเค้กดังกล่าว มียอดรับชมบน TikTok สูงกว่า 4 ล้านครั้ง และสูตรคุกกี้บิสคอฟ 2 ส่วนผสมของเธอเมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว ก็มียอดรับชมถึง 5.6 ล้านครั้ง ซึ่งตอกย้ำถึงพลังของโซเชียลมีเดียในการขับเคลื่อนเทรนด์อาหารได้อย่างแท้จริง
ไขความลับเบื้องหลังปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้ บิสคอฟ
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและเครื่องดื่มได้วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ บิสคอฟ ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายไว้หลายประการ ได้แก่:
- ความรู้สึกย้อนวันวาน (Nostalgia): บิสคอฟมีรากฐานมาจากบิสกิตสเปคคูโลส (Speculoos) ดั้งเดิมของเบลเยียมที่มีมาตั้งแต่ยุคกลาง แม้สำหรับผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ จะเป็นความรู้สึกที่ใหม่กว่า แต่ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ดูดีและกลิ่นอายยุโรป ทำให้หลายคนนึกถึงประสบการณ์ในอดีต เช่น การได้รับเสิร์ฟพร้อมกาแฟบนเที่ยวบินในยุค 80 หรือที่ร้านทำผมในยุค 90
- ความสุขที่เข้าถึงได้ (Accessible Indulgence): ในยุคที่ค่าครองชีพสูง ผู้คนมองหาวิธีง่ายๆ ในการเติมเต็มความรู้สึกพิเศษ และบิสคอฟก็เป็นขนมราคาจับต้องได้ที่มอบความสุขเล็กๆ น้อยๆ นี้
- ความหลากหลายในการใช้งาน (Versatility): บิสคอฟไม่ได้อร่อยแค่กินเปล่าๆ แต่ยังสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ไอศกรีม หรือของหวานต่างๆ ได้อย่างลงตัว
- วัฒนธรรมการร่วมมือ (Collab Culture): การที่บิสคอฟจับมือกับแบรนด์ดังอื่นๆ เช่น Krispy Kreme หรือ Mondelēz (เจ้าของ Cadbury) เพื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ช็อกโกแลตบาร์ หรือไข่อีสเตอร์ ช่วยรักษาการมองเห็นของแบรนด์และกระตุ้นความสนใจในหมู่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
- สูตรอาหารที่เกิดจากโซเชียลมีเดีย (Social Media First Recipes): แทนที่จะรอให้แบรนด์สร้างกระแส แฟนๆ ของบิสคอฟกลับเป็นผู้สร้างเทรนด์และสูตรอาหารใหม่ๆ ขึ้นเอง ซึ่งแบรนด์ Lotus เองก็ฉลาดในการตอบสนอง โดยการนำวิดีโอของลูกค้าและอินฟลูเอนเซอร์ไปโพสต์ต่อในช่องทางของตน และกำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนตราประทับบนบิสกิตจาก Lotus เป็น Biscoff เพื่อให้เข้ากับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น เทรนด์ Japanese cheesecake ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 30% ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา
การเติบโตระดับโลกและความท้าทายในอนาคต
ความสำเร็จของบิสคอฟสะท้อนให้เห็นจากผลประกอบการประจำปี 2025 ที่ Lotus ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น 10% โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้มาจากแบรนด์บิสคอฟ นอกจากนี้ Lotus ยังขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับตลาดโลก โดยเปิดโรงงานในสหรัฐฯ เมื่อปี 2019 และล่าสุดได้เปิดโรงงานในประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อรุกตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
แม้จะยังคงเป็นธุรกิจของตระกูล Boone ผู้ก่อตั้ง และ Jan Boone หลานชายผู้บริหารคนปัจจุบันที่เป็นหนึ่งในห้าผู้รู้สูตรลับของบิสคอฟ จะประกาศเป้าหมาย “พิชิตโลก” แต่ก็มีสัญญาณว่าบิสคอฟอาจมองไกลกว่าแค่ขนมหวาน ในตำราอาหารโปรโมทที่ Lotus สร้างขึ้นเอง ยังมีสูตรอาหารคาวที่น่าประหลาดใจ เช่น กุ้งซอสบิสคอฟ อกเป็ดบิสคอฟ และสลัดชีสแพะกับบิสคอฟ แม้เชฟ Jon Watts จะไม่มั่นใจว่าสูตรคาวเหล่านี้จะได้รับความนิยมเท่าของหวาน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามของแบรนด์ในการสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ
แน่นอนว่าท่ามกลางกระแสสุขภาพและความกังวลเกี่ยวกับอาหารแปรรูป (UPFs) และส่วนผสมอย่างน้ำมันปาล์ม บิสคอฟก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มี “ความคิดแบบทางสายกลาง” คือ กินอาหารเพื่อสุขภาพส่วนใหญ่ และอนุญาตให้ตัวเองได้มีความสุขกับขนมบ้างเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ “ความรู้สึกดั้งเดิม” ของบิสคอฟอาจช่วยลดภาพลักษณ์ของอาหารแปรรูปได้บ้าง เพราะผู้คนมักจะคิดว่าถ้าเป็นสิ่งที่ “คุณย่าเคยซื้อได้ มันก็ไม่น่าจะเป็นอาหารแปรรูปมากนัก” จากการสังเกตการณ์ของนักวิเคราะห์หลายคน ชี้ว่าเทรนด์บิสคอฟจะยังไม่จบลงในเร็วๆ นี้ เนื่องจากร้านค้าปลีกจำนวนมากกำลังใช้รสชาติบิสคอฟเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ตั้งแต่โจ๊ก ชา ข้าวโพดคั่ว ไปจนถึงซีเรียลอาหารเช้า ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่ยังคงมีอยู่อย่างมหาศาล
อนาคตของบิสคอฟจะยังหวานหอมอยู่หรือไม่?
เรามองว่าความสำเร็จของ บิสคอฟ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล ที่พลังของผู้บริโภคและโซเชียลมีเดียสามารถขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ด้วยรสชาติที่เป็นสากล ความหลากหลายในการใช้งาน และการปรับตัวของแบรนด์ที่พร้อมตอบรับกระแส ทำให้บิสคอฟยังคงรักษาตำแหน่งในใจผู้บริโภคได้ อย่างไรก็ตาม การรุกตลาดอาหารคาวอาจเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องจับตาดูว่าผู้บริโภคจะเปิดรับมากน้อยแค่ไหน ส่วนในเรื่องของกระแสสุขภาพ เราเชื่อว่าด้วยจุดยืนที่เข้าใจถึง “การบริโภคอย่างพอเหมาะ” บิสคอฟจะยังคงเป็น “ความสุขเล็กๆ” ที่หลายคนยังคงเลือกเติมเต็มในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง
ที่มา: theguardian.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เปิดผลทดสอบมีดครัวที่ดีที่สุด: สรุปไอเทมเด่นที่เปลี่ยนการทำอาหารให้ง่ายขึ้น
- แมนเชสเตอร์ผงาด: เปิดเทรนด์อาหารอเมริกันสไตล์ “โฮกี้-ซับ” ที่ครองใจนักชิม
- ลดน้ำหนักต้องออกกำลังกายจริงหรือ? ผู้เชี่ยวชาญเผยเคล็ดลับสู่สุขภาพที่ยั่งยืน
- อดีตเชฟผู้หมดไฟในครัว หลัง 12 ปีในวงการ ค้นพบแพชชั่นในการทำอาหาร อีกครั้งที่ฟาร์มหมู