Skip to content
Home » PR Newswire » CGTN: แนวทางของจีนในการเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมเฉพาะทางในชนบท เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูพัฒนาชนบท

CGTN: แนวทางของจีนในการเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมเฉพาะทางในชนบท เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูพัฒนาชนบท

CGTN เผยแพร่บทความที่สำรวจความพยายามของจีนในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมเฉพาะทางในชนบท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูพัฒนาชนบทในภาพรวมของประเทศ บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า แนวทางที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น การผสานการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) กำลังขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมและช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งยกระดับภาคเกษตรให้เป็นอุตสาหกรรมเสาหลักสมัยใหม่ในการพัฒนาอนาคตของจีน

ปักกิ่ง, 13 กุมภาพันธ์ 2569 /PRNewswire/ — ในภาคตะวันออกของจีน มีการเพาะปลูกพืชผักในเรือนกระจกที่ควบคุมด้วยเซ็นเซอร์ ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ มีการเลี้ยงปลาในบ่อที่ขุดขึ้นจากผืนทรายกลางทะเลทราย ส่วนทางตอนใต้ลงไป เมล็ดกาแฟก็ถูกยกระดับสู่แบรนด์พรีเมียม ขณะเดียวกัน บนทุ่งหญ้าทางตอนเหนือ โคเนื้อคุณภาพสูงเป็นแกนหลักของห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่ อุตสาหกรรมในชนบทเหล่านี้กำลังถูกเชื่อมเข้ากับแรงผลักดันในวงกว้างครั้งใหญ่ เพื่อทำให้เกษตรกรรมจีนก้าวสู่ความทันสมัย

ขณะที่จีนก้าวเข้าสู่ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี (Five-Year Plan) ฉบับที่ 15 (ปี 2569-2573) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำว่า งานที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม พื้นที่ชนบทและเกษตรกรนั้น “มีความสำคัญอย่างยิ่ง” ประธานาธิบดีสียังกล่าวในการประชุมงานชนบทส่วนกลางประจำปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า จีนควรพยายามยกระดับเกษตรกรรมให้เป็นภาคส่วนหลักที่มีความเป็นสมัยใหม่ และสร้างมาตรฐานการครองชีพที่ทันสมัยในพื้นที่ชนบท เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตที่มั่งคั่งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทิศทางนโยบายมีความชัดเจนอย่างยิ่ง โดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 ได้เรียกร้องให้เกิดการพัฒนาที่สอดประสานกันของการทำเกษตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นที่คุณภาพ และมุ่งสู่การสร้างแบรนด์ เพื่อเปลี่ยนให้เกษตรกรรมเป็นภาคส่วนเสาหลักแบบสมัยใหม่ ลำดับความสำคัญเหล่านี้ยังได้รับการลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเอกสารส่วนกลางหมายเลข 1 สำหรับปี 2569 ซึ่งระบุมาตรการเพื่อผลักดันการพัฒนาให้เกษตรกรรมและชนบทมีความทันสมัย และส่งเสริมการฟื้นฟูพัฒนาชนบทอย่างรอบด้าน

ปรับให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น

ในเทือกเขาต้าเปี๋ย (Dabie Mountains) เมืองหลูอัน ในมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน ภูมิประเทศที่ลาดชันเคยเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการทำเกษตรกรรม แต่ปัจจุบัน ได้มีการใช้รูปแบบการเพาะปลูกเชิงนิเวศในพื้นที่หุบเขาเพื่อปลูกกล้วยไม้สกุลหวาย Dendrobium officinale ซึ่งเป็นยาสมุนไพรที่มีมูลค่าสูง ด้วยการสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำ การเพาะปลูกได้ขยายพื้นที่เกิน 23,600 หมู่ (mu) (หรือประมาณ 1,573 เฮกตาร์) ช่วยส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการมากกว่า 2,600 ราย และสร้างงานให้กับประชาชนได้มากกว่า 22,000 คน

ที่เมืองอู๋โจว ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน พื้นที่เนินเขาถูกปรับเปลี่ยนพัฒนากลายเป็นแหล่งปลูกชาในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ด้วยภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกชามีมากกว่า 400,000 หมู่ ให้ผลผลิตต่อปีสูงกว่า 40,000 ตัน และคาดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของผลผลิตรวมจะทะลุ 30,000 ล้านหยวน (ประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2568

ตัวอย่างเช่นนี้สะท้อนถึงแนวโน้มส่วนหนึ่งในภาพรวมของประเทศจีน ทั้งนี้ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (ปี 2564-2568) รัฐบาลจีนได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเฉพาะทางจำนวน 210 แห่ง สวนอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ 250 แห่ง และเมืองเกษตรกรรมเข้มแข็งอีก 1,098 แห่ง โดยในปัจจุบันมีวิสาหกิจเกษตรชั้นนำระดับอำเภอทั่วประเทศรวมกว่า 94,000 แห่ง และในจำนวนนี้มี 2,250 แห่งอยู่ในระดับชาติ

Zhong Yu นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรจีน กล่าวว่า “อุตสาหกรรมระดับอำเภอที่ช่วยยกระดับรายได้ในท้องถิ่น เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องย้ายไปทำงานต่างถิ่น” เขายังระบุว่า กลไกต่าง ๆ เช่น การรับซื้อผลผลิตแบบสั่งจองล่วงหน้า การแบ่งผลประโยชน์ในรูปแบบเงินปันผลจากการถือหุ้น และการจ้างงานในท้องถิ่น ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมและได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างเป็นธรรม

เทคโนโลยีในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญ

ในอำเภออี้ มณฑลเหอเป่ย ทางตอนเหนือของจีน ในอดีตลูกพลับในท้องถิ่นสามารถจำหน่ายได้ตามฤดูกาลเท่านั้น แต่ด้วยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยด้านการเกษตร ภาคธุรกิจจึงได้พัฒนาเทคโนโลยีมากมาย อาทิ “วิธีการลดอุณหภูมิแบบไล่ระดับ” ซึ่งช่วยยืดอายุการเก็บรักษาจากเพียงไม่กี่วันให้ยาวนานเกือบหนึ่งปี ส่งผลให้สามารถจัดจำหน่ายลูกพลับได้ตลอดทั้งปี ส่วนในเขตเหวินเจียง เมืองเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โรงงานปลูกสตรอว์เบอร์รีอัจฉริยะที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) มาใช้ ได้ติดตั้งเซนเซอร์นับร้อยตัวเพื่อควบคุมและบริหารจัดการกระบวนการผลิตอย่างแม่นยำ ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงในระดับจุลภาคเหล่านี้ สะท้อนถึงทิศทางเชิงนโยบายในภาพรวมที่กำลังปรับเปลี่ยนไป โดยเอกสารส่วนกลางหมายเลข 1 ประจำปี 2569 ได้เรียกร้องให้ยกระดับประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร และเป็นครั้งแรกที่ระบุอย่างชัดเจนถึงการส่งเสริมการนำโดรน เทคโนโลยี IoT และหุ่นยนต์การเกษตรเข้ามาใช้อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาให้ภาคเกษตรกรรมมีความทันสมัย อยู่ที่ความก้าวหน้าและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัจจุบันจีนได้สร้างระบบนวัตกรรมด้านการเกษตรที่ค่อนข้างครอบคลุมและครบถ้วน ประกอบด้วยสถาบันวิจัยมากกว่า 800 แห่ง นักวิจัยกว่า 120,000 คน และเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านการเกษตรระดับฐานรากราว 400,000 คน

สำหรับ Li Jianjun ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จีน เขามองว่า ช่วงระยะเวลาตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่งในการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาประเทศให้เป็นสังคมนิยมที่มีความทันสมัยในระดับพื้นฐาน การเร่งบูรณาการนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ากับนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมการเกษตร จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขจุดอ่อนที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในการพัฒนาชนบท เขาเสริมว่า หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางดังกล่าวจะสามารถยกระดับภาคเกษตรกรรมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมเสาหลักแบบสมัยใหม่ ที่มีความสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง และยั่งยืนยิ่งขึ้น

https://news.cgtn.com/news/2026-02-12/How-China-boosts-rural-specialty-industries-for-rural-revitalization-1KHEJBTNux2/p.html

View original content to download multimedia: Read More