Skip to content
Home » Lifestyle » ตึกร้างใจกลางลอนดอน: ชะตากรรมของชุมชนใน Lund Point ท่ามกลางวิกฤตที่อยู่อาศัย

ตึกร้างใจกลางลอนดอน: ชะตากรรมของชุมชนใน Lund Point ท่ามกลางวิกฤตที่อยู่อาศัย

วิกฤตที่อยู่อาศัย

ท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองของกรุงลอนดอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่าน Stratford ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นศูนย์กลางการแข่งขันโอลิมปิก 2012 แต่กลับมีเรื่องราวอันน่าเศร้าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตึกระฟ้าและแสงสี เรื่องราวของตึก Lund Point บนที่ดิน Carpenters Estate ที่เคยเป็นชุมชนที่อบอุ่น ปัจจุบันกลับกลายเป็นตึกร้างที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา วิกฤตที่อยู่อาศัย และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่บีบให้ผู้คนต้องไร้ที่อยู่

Lund Point: อดีตชุมชนที่อบอุ่น สู่ตึกร้างในปัจจุบัน

Lund Point ตึกสูง 21 ชั้นซึ่งสร้างขึ้นในปี 1967-68 เคยเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คน 710 ครัวเรือนในโครงการ Carpenters Estate อย่างไรก็ตาม วันนี้จากอพาร์ตเมนต์ 168 ห้อง มีผู้อยู่อาศัยเหลืออยู่เพียง 4 ห้องเท่านั้น! Tee Fabikun คุณยายวัย 77 ปี ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปี 1997 และ Warren Lubin ที่ย้ายเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน คือส่วนหนึ่งของผู้ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ในตึกแห่งนี้

คุณ Fabikun เล่าถึงอดีตที่สดใสว่า “ที่นี่เคยเป็นชุมชนที่สวยงาม พวกเราดูแลซึ่งกันและกัน” เธอยังจำได้ถึงเพื่อนบ้านบนชั้น 5 ที่เธอรู้จักทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชายชราขี้โมโห คู่รักหนุ่มสาว หรือครอบครัวชาวบังกลาเทศที่เธอคอยช่วยเรื่องการบ้านลูกสาว แต่ปัจจุบัน บรรยากาศของความอบอุ่นเหล่านั้นได้หายไป พื้นทางเดินกลับกลายเป็นพื้นที่ที่เย็นยะเยือก มีแต่เสียงสะท้อน สีผนังหลุดลอก และประตูของห้องอื่นๆ ถูกปิดตายด้วยเหล็กนิรภัย ส่วนสภาพภายนอกตึกก็ย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่เต็มไปด้วยขยะ ประตูทางเข้าทรุดโทรม แผงผนังอาคารบางส่วนหายไป รวมถึงมีนกพิราบและหนูเข้ามาอาศัยอยู่ แม้จะมีตาข่ายกั้นระเบียง แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งสัตว์เหล่านี้ได้

เบื้องหลังการ “รื้อฟื้น” ที่กินเวลานานกว่าทศวรรษ

ปัญหาของ Carpenters Estate ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ศาสตราจารย์ Paul Watt จาก London School of Economics ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 1979-1997 โครงการนี้ไม่ได้รับการบำรุงรักษามากนัก และรัฐบาล Blair ก็ต้องรับภาระหนี้สินในการซ่อมแซมกว่า 1.9 หมื่นล้านปอนด์ ทำให้สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ลง

ตั้งแต่ปี 2004 สภา Newham ได้เริ่มโครงการ ‘การฟื้นฟู’ (regeneration) สำหรับ Carpenters Estate ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงแผนหลายครั้ง ในตอนแรกเป็นการปรับปรุงใหม่ แต่ต่อมาก็ถูกเปลี่ยนเป็นรื้อถอน เมื่อลอนดอนได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2012 ที่ดินในย่าน Stratford ก็มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมหาศาล ปี 2011 สภา Newham จึงได้ทำข้อตกลงกับ University College London (UCL) เพื่อสร้างวิทยาเขตใหม่ โดยจะใช้พื้นที่ 80% และอีก 20% จะเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้อยู่อาศัยเดิม ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าพวกเขาจะอยู่ได้อย่างไรในพื้นที่เพียงหนึ่งในห้าของเดิม ส่งผลให้เกิดกลุ่มรณรงค์ Carpenters Against Regeneration Plans (CARP) เพื่อต่อต้านการรื้อถอนนี้

ศาสตราจารย์ Watt มองว่านี่เป็น “การกวาดล้างทางสังคม” ที่มุ่งเป้าไปที่ผู้เช่าชนชั้นแรงงาน และยังชี้ให้เห็นถึงความน่าขันที่คำว่า “gentrification” (การทำให้พื้นที่ชั้นต่ำกลายเป็นพื้นที่สำหรับชนชั้นสูง) ถูกคิดค้นโดยนักสังคมวิทยาที่ทำงานที่ UCL นั่นเอง เขากล่าวว่า แม้ชุมชนจะมีปัญหาความยากจน แต่ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในที่อยู่อาศัยของรัฐ และชื่อเสียงด้านลบของโครงการนี้มักไม่สะท้อนความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน

เมื่อ “วิกฤตที่อยู่อาศัย” กลายเป็นเรื่องจริงที่จับต้องได้

ในปี 2014 Carpenters Estate ตกเป็นข่าวพาดหัวเมื่อกลุ่ม Focus E15 ได้เข้ายึดครองอาคารที่พักอาศัยระดับต่ำแห่งหนึ่งในโครงการ เพื่อประท้วงที่สภา Newham พยายามย้ายแม่เลี้ยงเดี่ยวไร้บ้าน 29 คน ไปยังเมืองเบอร์มิงแฮมหรือแมนเชสเตอร์ ขณะที่พบว่ามีบ้านว่างเปล่าถึง 500 หลังใน Carpenters Estate

Hannah Caller ผู้จัดกิจกรรมนี้กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่อุกอาจมากที่พวกเขากำลังทำกับหญิงสาวผู้เปราะบางและไร้ที่อยู่” เธอมองว่านี่คือการเปิดโปงความพยายามของสภาในการ “กวาดล้างทางสังคม” Chris Bailey ผู้อำนวยการนโยบายของ Action on Empty Homes ระบุว่าปัจจุบันมีบ้านว่างเปล่าในอังกฤษกว่า 1 ล้านหลัง และเป็นบ้านที่ว่างเปล่าระยะยาวถึง 303,185 หลัง ซึ่งเพิ่มขึ้น 51.5% ตั้งแต่ปี 2016 สำหรับลอนดอนมีบ้านว่างเปล่าระยะยาว 47,287 หลัง เพิ่มขึ้นถึง 138%

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบ้านของสภาที่ว่างเปล่ากว่า 34,635 หลังในอังกฤษ (เกือบ 11,000 หลังอยู่ในลอนดอน) ในขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยสูงมาก มีครัวเรือนกว่า 1,340,000 แห่งในอังกฤษ และ 341,000 แห่งในลอนดอน ที่กำลังมองหาที่อยู่ และใน Newham เพียงแห่งเดียวมีถึง 41,223 ครัวเรือน รัฐบาลลงทุน 3.9 หมื่นล้านปอนด์ในการสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อสังคมในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมีเป้าหมาย 18,000 หลังต่อปี ซึ่ง Shelter ระบุว่าควรสร้างถึง 90,000 หลังต่อปี เพื่อแก้ไข วิกฤตที่อยู่อาศัย นี้

ปัจจุบันคุณ Fabikun และ Lubin ถูกจัดให้อยู่ในที่พักชั่วคราวในโรงแรม เนื่องจากทางการอ้างว่าตึก “ไม่ปลอดภัยทางโครงสร้าง” คุณ Fabikun ต้องกลับมาที่ Lund Point ทุกวันเพื่อดูแลธนาคารอาหารที่เธอยังคงบริหารอยู่ และกลับไปนอนที่โรงแรมเพราะไม่มีน้ำร้อนในห้องพักของเธอ

แผนฟื้นฟูใหม่และความหวังที่เลือนลาง

ปัจจุบันมีแผนฟื้นฟู Carpenters Estate มูลค่า 1.5 พันล้านปอนด์ โดย Populo Living (หน่วยงานของ Newham) เพื่อสร้างบ้านใหม่ 2,300 หลัง โดย 50% จะเป็นที่พักในราคาที่เข้าถึงได้ อาคารสองหลังรวมถึง Lund Point จะยังคงอยู่แต่จะได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด การดำเนินการได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่ James Riley Point ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตึกที่จะคงอยู่

ในปี 2021 ผู้อยู่อาศัย 73% ที่เหลืออยู่ได้ลงคะแนนเห็นชอบแผนการนี้ แต่คุณ Lubin ยังคงคัดค้าน เขามองว่าการสร้างบ้าน 2,300 หลังบนพื้นที่ 23 เอเคอร์นั้นแออัดเกินไป “คุณไม่สามารถเลี้ยงวัวจำนวนมากขนาดนั้นบนพื้นที่ 23 เอเคอร์ได้ ยังมีกฎหมายเกี่ยวกับจำนวนไก่ที่คุณสามารถใส่ในกรงได้ แต่เรากลับไม่พูดถึงว่าคุณสามารถยัดคนได้เท่าไหร่ในพื้นที่หนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม แผนนี้ยังคงมีข้อกังขาเรื่องระยะเวลา Populo ระบุว่า “จะแล้วเสร็จในช่วงปี 2030” ซึ่งอาจหมายถึง 10-15 ปีข้างหน้า ในเวลานั้นคุณ Fabikun ก็จะมีอายุ 90 กว่าปีแล้ว คุณ Bailey ชี้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องอื้อฉาวที่ใหญ่ที่สุด: การฟื้นฟูที่เริ่มขึ้นในปี 2004 ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะเห็นความคืบหน้า และอาจใช้เวลาอีก 15 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งหมายความว่าหลายคนที่จะได้รับผลประโยชน์อาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

บทเรียนจาก Lund Point และอนาคตของชุมชนเมือง

เรื่องราวของ Lund Point เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความเหลื่อมล้ำและผลกระทบของการพัฒนาเมืองที่ขาดความใส่ใจต่อผู้คน แม้เมืองโดยรอบจะถูกแปลงโฉมให้ทันสมัยด้วยตึกแก้วระยิบระยับและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ตึกแห่งนี้กลับถูกทอดทิ้งให้ทรุดโทรมเสมือนเมืองผี

เรามองว่ากรณีของ Lund Point เป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองที่มุ่งเน้นแต่เศรษฐกิจและผลกำไรเพียงอย่างเดียว โดยละเลยมิติทางสังคมและชุมชน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ยากและการพลัดถิ่นของผู้คนในที่สุด สำหรับผู้อาศัยอย่างคุณ Fabikun และ Lubin บ้านคือรากฐานของชีวิตและชุมชนที่พวกเขาคุ้นเคย การถูกย้ายออกไปอย่างไม่เต็มใจและไม่แน่นอน ไม่ใช่แค่การย้ายที่อยู่ แต่เป็นการพรากเอาอัตลักษณ์ ความทรงจำ และความมั่นคงทางใจไป สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการแก้ไข วิกฤตที่อยู่อาศัย ไม่ใช่แค่การสร้างอาคารใหม่ แต่เป็นการสร้างชุมชนที่ยั่งยืนและให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของมนุษย์เป็นอันดับแรก

ที่มา: theguardian.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →