“มิตรภาพยาวนาน” ที่กินเวลากว่าครึ่งศตวรรษเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเพื่อนสนิทที่เคยใจดีและเป็นที่พึ่งพิง กลับกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ และไม่รับฟังใคร? ปัญหานี้เป็นเรื่องที่พบบ่อยในความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนาน และคำถามสำคัญคือ เราควรยึดติดกับภาพเพื่อนในอดีต หรือจะเผชิญหน้ากับความจริงในปัจจุบันที่เพื่อนคนนั้นเปลี่ยนไป?
เมื่อมิตรภาพยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษต้องเจอทางตัน
ผู้เขียนจดหมายเล่าว่า เธอมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่คบกันมานานกว่า 50 ปี ในอดีตเพื่อนคนนี้เคยเป็นคนใจดี ให้การสนับสนุน และน่าคบหา แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อนกลับกลายเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เอาแต่ใจ และคิดว่าตัวเองรู้ดีไปหมด เธอเป็นศูนย์กลางของโลกใบเล็กๆ ของเธอ และคาดหวังให้เพื่อนๆ รวมถึงผู้เขียนจดหมาย คอยดูแลเอาใจใส่และตอบสนองความต้องการของเธอเสมอ
ปัญหาสุขภาพของเธอมักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอยู่เสมอ โดยไม่สนใจว่าเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่มก็มีปัญหาสุขภาพเช่นกัน จนบางคนถึงกับใช้คำว่า “นาร์ซิสซัส” (Narcissist) กับเธอ ผู้เขียนจดหมายพยายามลดเวลาที่ใช้กับเพื่อนคนนี้ลง แต่เพื่อนคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จักเพื่อนคนนี้มาก่อน กลับแนะนำให้เธอตัดขาดความสัมพันธ์ไปเลย อย่างไรก็ตาม เธอไม่ต้องการทำเช่นนั้น เพราะรู้ดีว่าเพื่อนจะต้องเสียใจมาก แต่เพื่อนก็ไม่เคยยอมรับว่าพฤติกรรมของเธอคือต้นเหตุของความตึงเครียดในความสัมพันธ์ ผู้เขียนต้องคอยกัดฟันอดทนเพื่อหลีกเลี่ยงอารมณ์ฉุนเฉียวที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเธอพยายามเตือนเพื่อน คำถามคือ ควรจะตัดขาดไปเลย หรือทนกับพฤติกรรมที่ไม่น่าพึงพอใจต่อไป?
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: จะยึดอดีตหรือมองไปข้างหน้า?
Eleanor Gordon-Smith คอลัมนิสต์ผู้ให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์ กล่าวถึงปัญหานี้ว่า มิตรภาพที่ยาวนานหลายสิบปีต้องผสมผสานเรื่องราวในอดีตเข้ากับอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากในช่วงเวลานั้น เพื่อนที่เราเคยรู้จักเมื่อหลายปีก่อน อาจไม่ใช่คนเดียวกับคนที่กำลังทำให้งานเลี้ยงวันเกิดของเรากร่อยในตอนนี้
เธอกล่าวว่าอดีตที่เราเคยมีร่วมกันนั้นมีความสำคัญมาก จุดประสงค์ของมิตรภาพที่ยาวนาน คือการที่เวลาที่เราใช้ร่วมกันนั้นมีน้ำหนักทางศีลธรรมในตัวมันเอง เราไม่ได้ประเมินอีกฝ่ายใหม่ในแต่ละวันราวกับว่าพวกเขาเพิ่งยืนอยู่ตรงหน้าเราเป็นครั้งแรก และเรากำลังพิจารณาว่าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพวกเขาหรือไม่ ความหงุดหงิดและรำคาญใจที่เรามีกับใครบางคนในปัจจุบัน มักจะถูกเจือจางด้วยความอดทนและการพิจารณาจากปีที่พวกเขาเคยให้การสนับสนุนและดีกับเรา
อย่างไรก็ตาม อดีตของพวกเขาก็ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงอนาคตของเราได้อย่างไม่มีกำหนด มิตรภาพเป็นเรื่องของสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นต่อไปเสมอ “ไม่มีอะไรทำลายความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักได้เร็วกว่าการคิดว่าอีกฝ่ายหมดสิ้นความสามารถที่จะทำให้เราประหลาดใจอีกต่อไปแล้ว” เธอกล่าวเสริม ฟังดูเหมือนว่าคุณอาจมาถึงจุดนั้นกับเพื่อนของคุณแล้ว คุณค่อนข้างแน่ใจว่าจะเจออะไรจากเธอ: ก็คือแบบเดิมๆ นั่นเอง
คำถามคือ เมื่ออดีตและอนาคตของใครบางคนขัดแย้งกัน เราควรตอบสนองต่อ “คนในแบบไหน” กันแน่? คนที่คุณเคยรู้จัก หรือคนที่คุณเบื่อหน่ายที่จะรู้จักในตอนนี้?
ประคับประคองหรือตัดใจ: ทางออกของความสัมพันธ์
Eleanor ชี้ว่า ปัญหาการตัดสินใจว่าจะยึดติดกับอดีตหรือมองไปข้างหน้า เป็นเรื่องปกติในมิตรภาพเก่าแก่ บางครั้งส่วนประกอบของบุคลิกภาพของเราอาจแข็งแกร่งและเข้มข้นขึ้นตามกาลเวลา เปลี่ยนจากแหล่งที่มาของความตึงเครียดเล็กน้อยไปสู่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบ
เธอมองว่า เราไม่ควรตัดขาดความสัมพันธ์กับเพื่อน เว้นแต่เพื่อนคนนั้นจะทำผิดร้ายแรงต่อใครบางคนจริงๆ หากคุณตัดขาด เธออาจจะไม่มีโอกาสทำให้คุณประหลาดใจอีกเลย เมื่อคุณได้พยายามลดทอนความสัมพันธ์ลงตามที่กล่าวมาแล้ว เช่น ลดเวลาที่ใช้ร่วมกัน จัดการปฏิกิริยาทางอารมณ์ของตัวเอง และทำให้คนอื่นๆ เข้าใจความรู้สึกของคุณ มิตรภาพที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนั้น อาจเป็นเพียงเครื่องบูชาให้กับช่วงเวลาดีๆ ที่เคยมีร่วมกัน หรือเป็นสิ่งที่คุณมอบให้เพื่อหวังว่าเธออาจจะเปลี่ยนแปลง
Eleanor ไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องทิ้งเศษเสี้ยวความสัมพันธ์เหล่านั้นไปทั้งหมด เพียงเพราะว่าเราจะไม่สร้างมิตรภาพกับเธออีก หากได้พบกันใหม่ในตอนนี้
แต่ในขณะเดียวกัน หากคุณยังคงคบหาเธออยู่เพียงเพราะไม่อยากให้เธอเสียใจ นั่นก็ไม่เหมือนกับการเป็นเพื่อนที่แท้จริง Eleanor เชื่อตามอริสโตเติลที่ว่ามิตรภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ระหว่างคนที่เท่าเทียมกันเท่านั้น หากคุณมองเธอด้วยความสงสาร หรือดูถูกเหยียดหยาม มันอาจจะถูกต้องกว่าที่จะคิดว่าเธอเป็นเพียงคนรู้จักที่คุณมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเพราะประวัติศาสตร์ร่วมกัน มากกว่าจะเป็น “เพื่อน”
คุณค่าของมิตรภาพที่แท้จริงอยู่ที่ใด?
ในฐานะบรรณาธิการ เรามองว่าบทความนี้สะท้อนปัญหาที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนของ “มิตรภาพยาวนาน” ได้อย่างลึกซึ้ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจว่าจะรักษาหรือปล่อยวางความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายไม่ตระหนักถึงพฤติกรรมของตนเอง คำแนะนำของ Eleanor Gordon-Smith เน้นย้ำว่า แม้อดีตจะสำคัญ แต่ก็ไม่สามารถค้ำประกันอนาคตของความสัมพันธ์ได้ หากมิตรภาพกลายเป็นภาระที่ต้องทนทุกข์ทรมานมากกว่าความสุข การปรับลดความสัมพันธ์ลง หรือแม้แต่การเปลี่ยนสถานะจาก “เพื่อน” เป็นเพียง “คนรู้จัก” อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยรักษาสุขภาพใจของเราเอง ในท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของมิตรภาพที่แท้จริงคือการเติบโตไปด้วยกัน และการให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะที่เท่าเทียมกัน
ที่มา: theguardian.com