ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มิจฉาชีพก็พัฒนารูปแบบการหลอกลวงให้ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ กลโกงออนไลน์ ประเภทรีวิวปลอมที่ดูเหมือนไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายฉ้อโกงขนาดใหญ่ที่ใช้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเครื่องมือหลัก ล่าสุดมีนักข่าวสืบสวนได้แฝงตัวเข้าไปในกระบวนการนี้ เพื่อเปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังอาณาจักรที่น่าตกใจ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำลายความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มรีวิว แต่ยังหวังที่จะหลอกเอาเงินจาก “ผู้ร่วมงาน” ด้วยเช่นกัน
เปิดโปงกระบวนการ: กลโกงรีวิวปลอมทำงานอย่างไร?
รูปแบบการหลอกลวงเริ่มต้นจากการส่งข้อเสนอหางานทาง Telegram โดยเสนอรายได้สูงถึง 800 ปอนด์ต่อวัน จากการเขียนรีวิวปลอมบน Google Maps ให้กับโรงแรมดังระดับโลกหลายแห่ง เช่น DoubleTree by Hilton, Ibis budget, Travelodge และ Hyatt Place รวมถึงโรงแรมขนาดเล็กในเมืองต่างๆ
นักข่าวพบว่ากระบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน เริ่มจาก “Sharon Roberts” ผู้สรรหาพนักงาน ตามด้วย “Victoria Castillo” “พนักงานต้อนรับ” ที่คอยแนะนำให้เปิดกระเป๋าคริปโตเคอร์เรนซีบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อรับเงินในรูปแบบเหรียญ USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฉ้อโกงระบุว่า การใช้คริปโตฯ เป็นเครื่องมือหลัก เพราะช่วยให้การติดตามเส้นทางการเงินเป็นไปได้ยากขึ้น
เครือข่ายมิจฉาชีพระดับโลกและบทบาทของ AI
ผู้เชี่ยวชาญด้านการฉ้อโกงอย่าง Serpil Hall เผยว่า ปริมาณ กลโกงออนไลน์ เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา และมิจฉาชีพมีความแยบยลมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ AI, generative AI และ agentic AI ที่สามารถทำงานได้เองเพื่อหลอกลวงเหยื่อ แพลตฟอร์มที่ใช้ในการหลอกลวงมักจะปลอมแปลงเป็นบริษัทจริง เช่น Quad Marketing Agency ที่มีสมาชิกในช่อง Telegram กว่า 16,800 คน และ HotelsCombined ในเครือ Booking.com ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขนาดของปฏิบัติการที่ใหญ่โต
Telegram เองก็กล่าวว่ามีระบบป้องกันสแปมที่แข็งแกร่ง และใช้เครื่องมือ AI กำหนดเองในการตรวจสอบและลบเนื้อหาที่เป็นอันตรายหลายล้านรายการทุกวัน รวมถึงการฉ้อโกงรีวิวปลอมเหล่านี้ด้วย ขณะที่ Google ก็ออกมากล่าวว่าจะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อระงับบัญชีที่ละเมิดนโยบาย และได้ลบรีวิวปลอมไปแล้วกว่า 240 ล้านรีวิวตั้งแต่ปี 2024 และจำกัดการใช้งานบัญชีไป 900,000 บัญชี
ผลกระทบและความพยายามในการรับมือ
สำนักงานการแข่งขันและตลาดของสหราชอาณาจักร (CMA) เปิดเผยว่า ข้อความรีวิวปลอมบนผลิตภัณฑ์ทำให้ผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรเสียหายระหว่าง 50 ล้านถึง 312 ล้านปอนด์ต่อปี โดยไม่รวมบริการอย่างโรงแรม และพบว่า 11-15% ของรีวิวทั้งหมดเป็นของปลอม การใช้รีวิวปลอมทำให้สินค้าและบริการที่ไม่ได้มาตรฐานสามารถขายได้ง่ายขึ้น
กฎหมายในสหราชอาณาจักรที่บังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Google ต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการป้องกันและลบรีวิวปลอม รวมถึงแจ้งกิจกรรมที่น่าสงสัย ส่วนทางโรงแรมต่างๆ ที่ถูกอ้างชื่อก็ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรีวิวปลอมเหล่านี้ และมีนโยบายที่เข้มงวดในการรักษาความน่าเชื่อถือของรีวิวลูกค้า
จุดจบของกลลวง: การฟอกเงินและ “Pig Butchering”
นักวิเคราะห์จาก Chainalysis บริษัทติดตามธุรกรรมบล็อกเชน พบว่ากระเป๋าคริปโตฯ ที่ใช้ในการจ่ายเงินให้กับนักเขียนรีวิวปลอมนั้น มีการจ่ายเงินออกไปรวมกันระหว่าง 300,000 ถึง 600,000 ดอลลาร์สหรัฐใน USDC ก่อนจะโอนเงินต่อไปยังที่อื่น ซึ่งชี้ให้เห็นถึงขนาดอุตสาหกรรมของการฉ้อโกง นอกจากนี้ การใช้เทคนิค “tumbling” ในคริปโตฯ ยังช่วยปกปิดที่มาของเงิน ทำให้การฟอกเงินเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ท้ายที่สุด เป้าหมายที่แท้จริงของมิจฉาชีพคือการหลอกเอาเงินจากผู้ที่หลงเชื่อเข้ามาทำงาน โดยใช้วิธีที่เรียกว่า “Pig Butchering” คือการสร้างความเชื่อใจด้วยการจ่ายเงินก้อนเล็กๆ เช่น จ่าย 5 ดอลลาร์ต่อรีวิว หรือเสนอให้ลงทุน 50 ดอลลาร์เพื่อรับคืน 60 ดอลลาร์ ก่อนที่จะขอให้ลงทุนในจำนวนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนมหาศาล เช่น ลงทุน 10,000 ดอลลาร์เพื่อรับคืน 16,000 ดอลลาร์
นักข่าวสืบสวนรายนี้ทำเงินได้เพียง 30 ดอลลาร์จากการทำงานหลายชั่วโมงตลอดหลายสัปดาห์ แต่กลับถูกพยายามหลอกให้ลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเป็นรูปแบบคลาสสิกของ กลโกงออนไลน์ ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล
อย่าตกเป็นเหยื่อ: มุมมองและข้อควรระวัง
เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ชั้นดีที่เตือนให้เราตระหนักถึงภัยของ กลโกงออนไลน์ ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เรามองว่าการเสนอรายได้ที่สูงเกินจริงหรือการขอให้ลงทุนเล็กน้อยเพื่อรับผลตอบแทนสูง มักเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบแหล่งที่มาของงานและข้อมูลให้แน่ใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีที่มีความผันผวนและความเสี่ยงสูง การระมัดระวังและไม่โลภเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในโลกดิจิทัลนี้ครับ
ที่มา: theguardian.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เมื่อ ‘แฮร์ซิสเต็ม’ กลับมาผงาด: ทางเลือกใหม่ที่เปลี่ยนชีวิตผู้ชายหัวล้านได้จริงหรือ?
- ปัญหาที่เขี่ยบุหรี่: เมื่อของสะสมของนักสูบ กลายเป็นชนวนขัดแย้งในชีวิตคู่
- ผู้ใช้งาน AI Chatbot หลายรายเผชิญ “ภาวะหลงผิดจาก AI” สูญเงินนับล้าน ชีวิตพัง
- Hetty Lui McKinnon ชวนปลุกรสสัมผัสกับ 4 สูตรอาหารฤดูใบไม้ผลิ เน้นผักสดฉบับจัดเต็ม