Skip to content
Home » Tech » ทำความเข้าใจอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก สัญญาณสุขภาพที่สมาร์ทวอทช์บอกคุณได้

ทำความเข้าใจอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก สัญญาณสุขภาพที่สมาร์ทวอทช์บอกคุณได้

อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก

ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะไม่เพียงช่วยให้เราออกกำลังกายได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามสุขภาพพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก (Resting Heart Rate หรือ RHR) ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญที่สามารถบ่งบอกถึงสภาวะร่างกายของเราได้ แม้ในยามที่เราไม่ได้ทำกิจกรรมใดๆ บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกว่าค่า RHR ที่ได้จากสมาร์ทวอทช์หรือสมาร์ทริงนั้นมีความหมายอย่างไร และเราควรใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อดูแลสุขภาพอย่างไร

อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักคืออะไร? และค่าปกติควรอยู่ที่เท่าไหร่?

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์มักจะพิจารณาว่าอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักที่ 60 ถึง 100 ครั้งต่อนาที (bpm) เป็น “ค่าปกติ” อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้มักจะอ้างอิงจากการวัดในสถานพยาบาลที่ผู้ป่วยตื่นตัว อาจมีอาการประหม่าเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างจากการวัดด้วยอุปกรณ์สวมใส่ทั่วไป

สมาร์ทวอทช์หรืออุปกรณ์สวมใส่อื่นๆ มักจะสามารถเก็บข้อมูลที่ละเอียดอ่อนกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณสวมใส่ขณะนอนหลับ ซึ่งจะทำให้ได้ค่า RHR ที่ต่ำลงกว่าปกติมาก ตัวอย่างเช่น Oura ผู้ผลิตสมาร์ทริง รายงานว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักอยู่ระหว่าง 50 ถึง 60 bpm ส่วน Whoop ระบุว่าผู้ใช้งานหญิงมีค่าเฉลี่ย 59 bpm และผู้ชาย 55 bpm ผู้ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้มักจะเป็นกลุ่มนักกีฬาหรือผู้ที่ใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ จึงมีแนวโน้มที่ RHR จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประชากรทั่วไป ดังนั้นจึงไม่เป็นไรหากค่า RHR ของคุณไม่ได้ต่ำเท่ากับกลุ่มเหล่านี้

ทำไมอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักที่ต่ำกว่าจึงดีกว่า?

โดยทั่วไปแล้ว อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักที่ต่ำกว่ามักจะเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากนักกีฬาและผู้ที่มีสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่ดีมักจะมีค่า RHR ที่ต่ำ และเมื่อเราพัฒนาสมรรถภาพทางกาย หัวใจจะทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ RHR ลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าการออกกำลังกายของเราได้ผล

ในระยะยาว การที่ RHR ของคุณลดลงเรื่อยๆ หรือคงที่ในระดับที่ต่ำถือเป็นเรื่องดี แต่ในระยะสั้น การที่ RHR สูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยเพียงไม่กี่ครั้ง อาจบ่งบอกถึงสาเหตุเหล่านี้:

  • ความเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียดทางจิตใจหรือร่างกาย เช่น ความอ่อนล้าจากการออกกำลังกายหนัก
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น อยู่ในช่วงระยะฟอลลิคูลาร์ (สำหรับผู้หญิงที่มีรอบเดือน)
  • อาการป่วย กำลังจะป่วยหรือป่วยอยู่
  • ยาบางชนิด เช่น ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นหรือยาลดน้ำมูก
  • การนอนหลับไม่ดี หาก RHR ถูกวัดขณะนอนหลับ การดื่มแอลกอฮอล์หรือนอนดึกอาจทำให้ค่า RHR สูงขึ้น

การติดตาม RHR เป็นประจำร่วมกับการสังเกตค่า HRV (Heart Rate Variability) สามารถช่วยให้เราเข้าใจสภาวะความเครียดและการฟื้นตัวของร่างกายได้ดี หาก RHR สูงขึ้นชั่วคราวและกลับมาสู่ระดับปกติภายในไม่กี่วันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่หากค่า RHR ยังคงสูงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณของอาการป่วยหรือปัญหาอื่นๆ ที่ควรปรึกษาแพทย์

ไม่ควรเปรียบเทียบอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักกับผู้อื่น

แม้จะน่าดึงดูดใจที่อยากจะมี RHR ที่ “ดี” เหมือนคนอื่น แต่การเปรียบเทียบค่า RHR กับผู้อื่นนั้นไม่มีประโยชน์ เนื่องจากแต่ละคนมีสรีระที่แตกต่างกันไป บางคนอาจมีอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงหรือต่ำกว่าโดยธรรมชาติ แม้จะยังไม่นับรวมปัจจัยด้านสุขภาพหรือความฟิต

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่มีรูปร่างเล็กมักจะมี RHR สูงกว่าเล็กน้อย ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมค่าเฉลี่ย RHR ของผู้หญิงจึงสูงกว่าของผู้ชายไม่กี่ครั้งต่อนาที นอกจากนี้ RHR ยังสามารถเปลี่ยนแปลงตามอายุ โดยจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นแล้วจึงคงที่

ข้อควรระวังอีกประการคือ ความแตกต่างของอุปกรณ์ การทดสอบโดยผู้ใช้บางรายพบว่า Fitbit อาจให้ค่า RHR ที่สูงกว่า Oura ถึง 10 bpm ในขณะที่อุปกรณ์อื่นๆ เช่น Garmin, Whoop และ Apple Watch ให้ค่าอยู่ระหว่างกลาง สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามแนวโน้มระยะยาวและระยะสั้นของ RHR ของตัวคุณเอง หากค่า RHR ของคุณลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อคุณออกกำลังกายมากขึ้น นั่นเป็นสัญญาณที่ดี และหากมีการเปลี่ยนแปลงรายวัน คุณสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อตรวจสอบสุขภาพ ความเครียด ความเหนื่อยล้า และการนอนหลับของคุณ และแน่นอนว่า หากคุณกังวลว่าอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ ไม่ว่าจะสูงหรือต่ำเกินไป ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

ดูแลหัวใจของคุณในแบบที่ใช่

อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักเป็นข้อมูลสุขภาพที่สำคัญที่อุปกรณ์สวมใส่สามารถมอบให้เราได้ แต่สิ่งสำคัญคือการตีความข้อมูลนั้นอย่างชาญฉลาด แทนที่จะยึดติดกับตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง เราควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มของค่า RHR ของตัวเองเป็นหลัก หากค่านี้ลดลงอย่างต่อเนื่องจากการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าคุณมาถูกทางแล้ว แต่หากมีค่าที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติและต่อเนื่อง นี่คือสัญญาณเตือนให้คุณหันกลับมาใส่ใจสุขภาพและปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม การรู้จักร่างกายตัวเองผ่านข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: lifehacker.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →