สำหรับนักวิ่งที่กำลังมองหานาฬิกาอัจฉริยะคู่ใจในราคาที่เข้าถึงได้ Suunto Run มักจะเป็นตัวเลือกที่โดดเด่น ด้วยน้ำหนักที่เบา หน้าจอที่สว่างคมชัด และฟังก์ชันที่ครบครันไม่แพ้แบรนด์ดังในกลุ่มเริ่มต้น แต่มาพร้อมราคาที่น่าสนใจประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือราวๆ 7,xxx บาท) วันนี้เราจะมาเผยทริคและฟีเจอร์ลับที่อาจทำให้คุณใช้งาน Suunto Run ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาบางอย่างที่อาจสร้างความหงุดหงิดใจให้กับผู้ใช้หลายคน
ปรับแต่ง Suunto Run ให้เข้ากับการวิ่งของคุณได้ดียิ่งขึ้น
เปลี่ยน Auto-lap จากกิโลเมตรเป็นไมล์ (หรือปิดไปเลย!)
หนึ่งในสิ่งที่ผู้ใช้งาน Suunto Run หลายคนประสบปัญหาคือ แม้จะตั้งค่าหน่วยเป็น Imperial (ไมล์) แต่นาฬิกากลับยังคงแจ้งเตือน Lap และส่งเสียงบี๊บทุกๆ หนึ่งกิโลเมตร ซึ่งสร้างความสับสนและไม่สะดวกสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับหน่วยไมล์ แรกเริ่มดูเหมือนจะไม่มีการตั้งค่าสำหรับสิ่งนี้ แต่จริงๆ แล้วมีวิธีแก้ซ่อนอยู่!
เคล็ดลับคือ คุณต้องเลือกประเภทการออกกำลังกาย เช่น ‘Run’ หรือ ‘Trail Run’ จากนั้นแทนที่จะเข้าไปที่ ‘Exercise Options’ ให้เลือก ‘Free Training’ ซึ่งเป็นโหมดที่คุณจะใช้บ่อยที่สุดในการวิ่งปกติ ภายในโหมดนี้ คุณจะพบการตั้งค่า ‘Autolap’ ซึ่งโดยปกติจะตั้งไว้ที่ 0.62 ไมล์ (ประมาณ 1 กิโลเมตร) คุณสามารถเปลี่ยนเป็น 1.00 ไมล์ หรือจะเลือกปิดฟังก์ชันนี้ไปเลยก็ได้ตามความต้องการ อย่างไรก็ตาม คุณจะต้องเข้าไปเปลี่ยนการตั้งค่า Autolap ในแต่ละกิจกรรมแยกกัน หากต้องการให้มีผลกับทุกกิจกรรมที่คุณใช้งาน
เพิ่ม Stopwatch เข้า Widget List ใช้ง่ายแค่ปัดนิ้ว
นาฬิกาทุกเรือนย่อมมีฟังก์ชันนาฬิกาจับเวลา แต่บ่อยครั้งการเข้าถึงกลับไม่สะดวก หรือต้องจดจำปุ่มลัดที่ซับซ้อน แต่ Suunto Run มีวิธีที่พิเศษกว่านั้น คุณสามารถเพิ่มนาฬิกาจับเวลา (Stopwatch) เข้าไปในรายการ Widget ได้เลย เพียงแค่ปัดหน้าจอขึ้นจากด้านล่าง ซึ่งเป็นส่วนที่คุณใช้ตรวจสอบจำนวนก้าว การนอนหลับ หรือสภาพอากาศตามปกติ
วิธีเพิ่มทำได้ง่ายๆ เพียงดูที่ Widgets แล้วคลิกปุ่มด้านบน (จะมีไอคอนรูปดินสอ) ตรงนี้คุณสามารถเพิ่ม Widgets ใหม่ หรือจัดเรียงลำดับได้ แนะนำให้เพิ่ม Stopwatch และเลื่อนไปไว้ที่ด้านบนสุดของรายการ เพื่อให้คุณสามารถเริ่มจับเวลาได้อย่างรวดเร็วด้วยการปัดและแตะเพียงไม่กี่ครั้ง ที่ดีที่สุดคือ คุณสามารถออกจากหน้าจอ Stopwatch และเมื่อคุณกลับมาที่ Widgets อีกครั้ง คุณจะเห็นเวลาที่กำลังจับอยู่แสดงผลแบบเรียลไทม์บน Widget นั้นๆ เป็นฟังก์ชันเล็กๆ ที่มีประโยชน์มาก!
เปลี่ยนประเภทกิจกรรมกลางคัน ไม่ต้องเริ่มใหม่
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่นาฬิกาวิ่งส่วนใหญ่มี แต่ Suunto ทำให้เข้าถึงได้ง่ายจนคุณจะใช้มันบ่อยครั้ง หากคุณกำลังวิ่งบนถนน (กิจกรรมประเภท Run) และตัดสินใจว่าจะไปวิ่งเทรลต่อ (กิจกรรมประเภท Trail Run) คุณสามารถเปลี่ยนประเภทกิจกรรมได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มด้านบนค้างไว้ เมื่อคุณเลือกประเภทกีฬาใหม่ การวิ่งของคุณจะหยุดชั่วคราว และนาฬิกาจะแสดงระยะเวลาที่คุณหยุดอยู่ที่ ‘ช่วงเปลี่ยนผ่าน’ นี้ เมื่อพร้อมก็กดปุ่มเริ่มอีกครั้ง Suunto จะบันทึกทั้งสองช่วงเป็นส่วนหนึ่งของการออกกำลังกายเดียวกัน
ฟังก์ชันนี้มีประโยชน์มากเพราะ Suunto มีกิจกรรมให้เลือกหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีหน้าจอแสดงข้อมูลและการตั้งค่าที่แตกต่างกันเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น หากเส้นทางเทรลของคุณเริ่มชัน คุณอาจเปลี่ยนไปใช้กิจกรรม ‘Vertical Running’ เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับโซนพลังงานขณะปีนได้แม่นยำขึ้น หรืออาจจะแค่เปลี่ยนเป็น ‘Hike’ หากคุณต้องการเดินป่าสบายๆ นอกจากนี้ คุณยังสามารถสร้างกิจกรรมที่กำหนดเองได้หากต้องการควบคุมหน้าจอข้อมูลและการตั้งค่าได้ละเอียดมากขึ้น
ฟีเจอร์ Outdoor เพื่อความปลอดภัยและการสำรวจที่เหนือกว่า
ตั้งค่า Altimeter และเปิดแจ้งเตือนพายุ
หนึ่งในฟีเจอร์ที่น่าสนใจของนาฬิกา Suunto หลายรุ่นคือความสามารถในการแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบว่าอาจมีพายุกำลังจะมา ฟังก์ชันนี้เป็นไปได้เพราะนาฬิกามี Barometer/Altimeter (บารอมิเตอร์/มาตรวัดความสูง) ที่ใช้วัดความกดอากาศ เมื่อสภาพอากาศคงที่ การเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศจะบ่งบอกถึงการขึ้นหรือลงเนินของคุณ แต่ถ้าความกดอากาศลดลงอย่างรวดเร็ว นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าพายุกำลังมาเยือน
หากต้องการเปิดการแจ้งเตือนพายุ ให้เข้าไปที่ ‘Settings’ > ‘Outdoor’ และเปิด ‘Storm alarms’ ขณะอยู่ในเมนูนี้ คุณอาจต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่า Barometer ของคุณได้รับการปรับเทียบแล้ว โดยในเมนู ‘Outdoor’ เช่นกัน คุณสามารถเลือก ‘Alti & Baro’ และมีตัวเลือกให้ ‘Set altitude’ (ตั้งค่าความสูงเอง) หรือ ‘Auto adjust altitude’ (ปรับความสูงอัตโนมัติ) การปรับอัตโนมัติจะใช้การอ่านค่า GPS เพื่อให้แน่ใจว่า Altimeter ได้รับการปรับเทียบอย่างถูกต้อง แต่ถ้าคุณทราบความสูงปัจจุบันจากแผนที่ คุณก็สามารถตั้งค่าด้วยตนเองได้
สร้างคลังจุดสนใจ (POI) ส่วนตัวสำหรับการผจญภัย
Suunto ทำให้การบันทึกจุดสนใจ (Points of Interest หรือ POIs) และการนำทางไปยังจุดเหล่านั้นเป็นเรื่องง่ายอย่างน่าประหลาดใจ โดยใช้ POIs เหล่านี้เพื่อทำเครื่องหมายพื้นที่ที่น่าสนใจหรือมีประโยชน์ในบริเวณที่คุณวิ่งหรือเดินป่า เช่น จุดเติมน้ำ หรือจุดชมวิวที่อยากกลับไปอีกในอนาคต
คลังประเภท POI ของ Suunto นั้นกว้างขวางกว่าที่เห็นในนาฬิกาแบรนด์อื่น นอกเหนือจากจุดพื้นฐานอย่างแหล่งน้ำ จุดตั้งแคมป์ หรือจุดจอดรถ คุณยังสามารถใช้เพื่อสำรวจพื้นที่ล่าสัตว์ ตกปลา หาของป่า หรือสังเกตสัตว์ป่าได้อย่างละเอียด มีประเภท POI ที่สร้างมาเพื่อบันทึกร่องรอยการถูเขาของกวาง ตำแหน่งที่เห็นสัตว์ทะเล หรือแม้แต่ที่ที่คุณพบเห็ด คุณสามารถบันทึกตำแหน่งปัจจุบันของคุณเป็น POI ได้จากนาฬิกาโดยตรง หรือวางแผนการเดินทางล่วงหน้าโดยบันทึก POIs บนแผนที่ในแอป Suunto บนโทรศัพท์ เมื่อต้องการนำทางก็แค่เลือก POI นั้นเป็น ‘Navigation Target’ ในกิจกรรมของคุณ นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันนำทางที่สามารถเข้าถึงได้จากด้านล่างสุดของรายการ Widget โดยไม่ต้องเริ่มกิจกรรมใดๆ ด้วย
มุมมองจากบรรณาธิการ: ทำไม Suunto Run ถึงน่าสนใจสำหรับนักวิ่ง?
จากฟีเจอร์และทริคการใช้งานที่กล่าวมาข้างต้น เรามองว่า Suunto Run ไม่ได้เป็นแค่นาฬิกาวิ่งราคาประหยัด แต่ยังมาพร้อมความสามารถที่ซ่อนอยู่ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การวิ่งและการผจญภัยกลางแจ้งได้อย่างไม่น่าเชื่อ การปรับแต่ง Auto-lap, การเข้าถึง Stopwatch อย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนประเภทกิจกรรมกลางคัน ล้วนเป็นฟังก์ชันที่ตอบโจทย์นักวิ่งในชีวิตประจำวัน ขณะที่ฟีเจอร์ Outdoor อย่างการแจ้งเตือนพายุและการสร้าง POI ก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยและโอกาสในการสำรวจโลกกว้าง สำหรับนักวิ่งที่มองหาความคุ้มค่าและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน Suunto Run เป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง และการเรียนรู้ทริคเหล่านี้จะช่วยให้คุณใช้งานนาฬิกาเรือนนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น.
ที่มา: lifehacker.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ไขข้อข้องใจหน้าจอสมาร์ทวอทช์: เลือก MIP หรือ AMOLED แบบไหนใช่สำหรับคุณ?
- ปลดล็อกศักยภาพ MacBook Pro: 10 เคล็ดลับเด็ดที่มือโปรห้ามพลาดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
- Prime Day 2024 กลับมาแล้ว! ชี้เป้าอุปกรณ์จัดสวนและดีลเทคโนโลยีสุดคุ้มที่ไม่ควรพลาด
- RingConn Gen 2 แหวนอัจฉริยะรุ่นใหม่ ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แบตอึด 10 วัน