ในโลกดนตรีร็อกยุค 90s ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความดิบ และการค้นหาตัวตน น้อยคนนักที่จะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์อันลึกซึ้งได้อย่าง เมลิสซา ออฟ เดอร์ มอร์ (Melissa Auf der Maur) อดีตมือเบสชื่อดังจากวง Hole และ The Smashing Pumpkins ที่ล่าสุดได้เปิดเผยบันทึกความทรงจำส่วนตัวในชื่อ “Even the Good Girls Will Cry: My 90s Rock Memoir” ซึ่งเป็นเสมือนการเปิดประตูสู่เรื่องราวชีวิตที่ซับซ้อน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ส่วนตัว การต่อสู้กับอุปสรรคในวงการเพลง ไปจนถึงการเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวดที่สุดในชีวิต
เปิดใจถึงการจากไปของพ่อ: บทเรียนที่ต้องเผชิญ
หนึ่งในเรื่องราวที่สะเทือนใจที่สุดในบันทึกความทรงจำของ เมลิสซา ออฟ เดอร์ มอร์ คือการเปิดเผยถึงการจากไปของพ่อเธอ นิค ออฟ เดอร์ มอร์ นักการเมือง นักกิจกรรม และคอลัมนิสต์ชาวมอนทรีออล ผู้มีชีวิตชีวาแต่ก็ติดเหล้าและบุหรี่จัด ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งลำคอที่ลุกลามไปยังสมอง เมื่อการรักษาไม่ได้ผล พ่อของเธอเลือกที่จะยุติชีวิตลงด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และเมลิสซาก็อยู่ตรงนั้นในวินาทีสุดท้าย การตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวนี้ใช้เวลากว่า 20 ปี แม้กระทั่งสามีของเธอก็เพิ่งรู้ไม่นานมานี้ เธอเล่าว่าที่ทำเช่นนี้ก็เพราะไม่ต้องการให้ลูกสาวเติบโตมาโดยที่แม่ยังคงหลีกหนีจากช่วงเวลาสำคัญที่หล่อหลอมให้เธอเป็นผู้ใหญ่
วง Hole, Courtney Love และพายุชีวิตในยุค 90s
เมลิสซาเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่เธอเข้าร่วมวง Hole ซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งทางอารมณ์และสถานการณ์ เธอเข้าร่วมวงเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการเสียชีวิตของมือเบสคนเก่าจากการเสพยาเกินขนาด และช่วงนั้น คอร์ตนีย์ เลิฟ นักร้องนำ ก็กำลังเผชิญกับความโศกเศร้าอย่างหนักจากการจากไปของ เคิร์ต โคเบน สามีของเธอ เมลิสซาไม่ได้อยากเข้าร่วมวงในตอนแรก เพราะเธอใฝ่ฝันอยากเข้าโรงเรียนศิลปะและเป็นช่างภาพ แต่เลิฟได้เกลี้ยกล่อมจนเธอต้องยอม และเมื่อได้พบกับเลิฟและลูกสาว เธอรู้สึกเหมือนเป็นพรหมลิขิตที่ต้องมาทำเพลงเพื่อผู้หญิงที่ซับซ้อนในวงการที่ผู้ชายครอบงำอยู่
เธอยังเปิดเผยถึงด้านมืดของวงการดนตรีและชีวิตส่วนตัวของเลิฟที่เต็มไปด้วยยาเสพติด อันตรายถึงชีวิต และแรงกดดันจากสังคม “คอร์ตนีย์ไม่ใช่คนปกติดี เธออยู่ในช่วงโศกเศร้า มีลูกสาวตัวเล็กที่ต้องเลี้ยงดูคนเดียว และเธอก็ติดยา” เมลิสซากล่าว เธอรู้สึกโกรธค่ายเพลงที่ผลักดันศิลปินออกทัวร์โดยไม่ใส่ใจสภาพจิตใจและไม่ช่วยเหลือพวกเขาในการรับมือกับผลกระทบจากชื่อเสียง
เบื้องหลังการตัดสินใจและเส้นทางที่แตกต่าง
หลังจากความสำเร็จกับ Hole เมลิสซาตัดสินใจออกจากวงเพื่อค้นหาตัวเอง และได้เข้าร่วมวง The Smashing Pumpkins ก่อนที่จะแยกตัวออกมาเพื่อใช้ชีวิตที่เรียบง่ายขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกัน เธอมีความสัมพันธ์กับ เดฟ โกรห์ล อดีตมือกลอง Nirvana และนักร้องนำ Foo Fighters ทั้งคู่เป็นนักดนตรีที่ออกทัวร์และสื่อสารกันผ่านแฟกซ์และโทรศัพท์ เธอเล่าว่าเมื่อทั้งคู่หมดช่วงทัวร์ เธอต้องการใช้ชีวิตที่สร้างสรรค์และสงบสุข แต่โกรห์ลผู้ที่เพิ่งได้รับรางวัลแกรมมี่กลับยังมีภารกิจในวงการบันเทิงที่ยังไม่สำเร็จ “เขาต้องการภรรยาที่รออยู่ที่บ้าน ในขณะที่เขายังเป็นซูเปอร์สตาร์” เธอกล่าว ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกทางกัน
ปัจจุบัน เมลิสซา ออฟ เดอร์ มอร์ มีผลงานเพลงโซโล่สองอัลบั้ม มีลูกสาวกับโทนี่ สโตน สามีของเธอ และยังเป็นเจ้าของศูนย์ศิลปะ Basilica Hudson และเธอกำลังเตรียมปล่อยหนังสือภาพ นิทรรศการภาพถ่ายยุค 90s และโปรเจกต์ดนตรีใหม่ๆ รวมถึงการร่วมงานกับ คอร์ตนีย์ เลิฟ ที่กำลังจะมีอัลบั้มใหม่ด้วยเช่นกัน ความสัมพันธ์ของเธอกับเลิฟตอนนี้ “ดีที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา” เมลิสซากล่าว และรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเพื่อนร่วมวงผู้รอดชีวิตที่กำลังก้าวหน้า
มุมมองของร็อกเกอร์ผู้ก้าวผ่าน
บันทึกความทรงจำของเมลิสซาไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวของวงการร็อก แต่เป็นการเดินทางเพื่อทำความเข้าใจตัวเองและการเยียวยา เธอบอกว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธอพยายามวิ่งหนีจากยุค 90s และการจากไปของพ่อ มุ่งมั่นที่จะเริ่มต้นบทใหม่เร็วเกินไปจนไม่ได้ปล่อยให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมันเอง
เรามองว่าเรื่องราวของ เมลิสซา ออฟ เดอร์ มอร์ ในบันทึกนี้เป็นมากกว่าการรำลึกถึงวันวานของร็อกสตาร์ แต่เป็นการเชื้อเชิญให้ผู้อ่านได้หยุดคิดถึงการเผชิญหน้ากับความจริงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความสำเร็จ หรือความล้มเหลว การทำความเข้าใจและยอมรับอดีตคือก้าวสำคัญสู่การเติบโต และการค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของเราจริงๆ ท่ามกลางอิทธิพลภายนอกมากมายจากโลกยุคดิจิทัล เป็นสิ่งที่ทุกคนควรนำไปคิดต่อยอดเพื่อค้นหาเส้นทางของตัวเองได้อย่างแท้จริง
ที่มา: theguardian.com