Skip to content
Home » Lifestyle » อดีตเชฟผู้หมดไฟในครัว หลัง 12 ปีในวงการ ค้นพบแพชชั่นในการทำอาหาร อีกครั้งที่ฟาร์มหมู

อดีตเชฟผู้หมดไฟในครัว หลัง 12 ปีในวงการ ค้นพบแพชชั่นในการทำอาหาร อีกครั้งที่ฟาร์มหมู

แพชชั่นในการทำอาหาร

เรื่องราวของ ลูซี่ ริดจ์ อดีตเชฟมากประสบการณ์กว่า 12 ปี สะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของอุตสาหกรรมร้านอาหารที่มักบีบคั้นพนักงานจนหมดแรงและหมดใจ เธอเคยหลงใหลในครัวตั้งแต่อายุ 15 ปี แต่กลับต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ หัวหน้าที่บูลลี่ และชั่วโมงการทำงานอันยาวนานจนทำให้ความรักในการทำอาหารของเธอจางหายไป กระทั่งเธอได้ออกเดินทางครั้งใหม่สู่ฟาร์มหมูในชนบท ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอได้ค้นพบ แพชชั่นในการทำอาหาร และความสุขที่แท้จริงอีกครั้ง

จากครัวที่เคยรัก สู่ความเบื่อหน่ายในวงการ

ลูซี่เล่าว่า เธอไม่ได้ตัดสินใจออกจากครัวด้วยเหตุการณ์ร้ายแรงเพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลจากการสะสมของความเครียดและความไม่เป็นมิตรตลอด 12 ปีในอาชีพเชฟ เธอเริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยไฟที่เต็มเปี่ยม ได้รับแรงบันดาลใจจากเชฟชื่อดัง และหลงใหลในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ แม้แต่วันหยุดเธอก็ยังคงสนุกกับการทำอาหารให้เพื่อนๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหลงใหลเหล่านั้นถูกกลืนหายไปกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เลวร้าย ทำให้การทำอาหารส่วนตัวกลายเป็นเพียงงานน่าเบื่อ จนบางครั้งเธอเลือกกินซีเรียลที่พื้นครัวแทนการสร้างสรรค์เมนูใดๆ

วิกฤตการณ์โรคระบาดใหญ่กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอต้องหยุดพักจากงาน สิ่งนี้เปิดโอกาสให้เธอมองย้อนกลับไปและตระหนักว่าเธอไม่มีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงฉายชัดคือ เธอ ยังคงรักอาหาร และเชื่อว่าเส้นทางสู่ความสุขนั้นจะดำเนินไปพร้อมกับกระเพาะอาหารของเธอเสมอ

เส้นทางใหม่: ค้นหา แพชชั่นในการทำอาหาร ณ ฟาร์ม

ลูซี่เริ่มค้นหาวิธีที่จะจุดประกายความรักในอาหารของเธออีกครั้ง เธอต้องการเรียนรู้โลกของอาหารนอกเหนือจากครัวร้านอาหาร ด้วยการทำงานร่วมกับเกษตรกร ผู้ผลิตชีส ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารพื้นเมือง และผู้ผลิตไวน์โดยตรง เพื่อทำความเข้าใจถึงที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

เธอเบื่อหน่ายกับสภาพแวดล้อมที่มักมีผู้ชายเป็นใหญ่ จึงเริ่มมองหาผู้หญิงที่เป็นต้นแบบและสามารถสอนเธอเกี่ยวกับอาหารได้มากขึ้น เธอได้ฝึกงานกับผู้ผลิตชีสในรัฐนิวเซาท์เวลส์ และในปี 2021 เธอได้ฝึกงานครั้งที่สองที่ Jonai Farms and Meatsmiths ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูแบบปล่อยในชนบทของรัฐวิกตอเรีย ที่นี่ เธอได้เรียนรู้ตั้งแต่การเลี้ยงหมูไปจนถึงการชำแหละและเตรียมเนื้อเพื่อจำหน่าย

ฟาร์มแห่งนี้มอบประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ลูซี่อาศัยอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ดัดแปลงเป็นที่พัก และรับประทานอาหารร่วมกับเจ้าของฟาร์ม พนักงาน และเพื่อนร่วมฝึกงาน อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารมังสวิรัติ โดยมีปรัชญาการ กินเนื้อสัตว์ที่ดีขึ้นแต่น้อยลง พวกเขาปรุงเห็ดไพน์ท้องถิ่นกับเนย ใส่พาสต้า ทำซุปถั่วเลนทิลและผักเพื่อคลายหนาว และแบ่งปันอาหารสไตล์ครอบครัวที่ทำจากวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์ม รวมถึงเครื่องเคียงโฮมเมดมากมาย เช่น กิมจิ และพริกกระเทียมหมัก

ความสุขที่กลับคืนมา: การทำอาหารไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือการเชื่อมโยง

สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือ บรรยากาศในการรับประทานอาหาร ในครัวร้านอาหาร อาหารของพนักงานมักเป็นเรื่องเร่งรีบและไม่สำคัญ แต่ที่ฟาร์ม การกินอาหารร่วมกันคือโอกาสในการเชื่อมโยงถึงกัน ลูซี่รู้สึกเหมือนได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำกับเพื่อนๆ ทุกคืน เธอตระหนักว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอหมด แพชชั่นในการทำอาหาร คือการขาด ชุมชน ที่แท้จริง

ที่ฟาร์ม Jonai เธอได้กลับมาตื่นเต้นกับวัตถุดิบอีกครั้ง ตั้งแต่การเห็นหมูในทุ่งหญ้าไปจนถึงการนำเนื้อมาปรุง และการเก็บผักสดจากสวน เมื่อถึงคิวเธอ เธอได้กลับมาเข้าครัวด้วยความกระตือรือร้น เธอทำพาสต้าสด เกี๊ยว สลัด และพัฟเพสตรี้จากศูนย์ ซึ่งเป็นทักษะที่เคยเรียนรู้แต่ไม่เคยคิดจะทำเองที่บ้านมาก่อน การทำอาหารกลายเป็นเหมือนการทำสมาธิ เธอค่อยๆ เคี่ยวหอมหัวใหญ่จนเป็นสีเข้มเนียนนุ่ม อุ่นนมสดจากวัวประจำฟาร์มเพื่อทำริคอตต้า และนำเบคอนรมควันมาผัดกับกะหล่ำดาว เธอรังสรรค์ทาร์ตอย่างประณีตเพื่อเป็นอาหารเย็น

การได้เสิร์ฟทาร์ตหัวหอมที่ทำเองให้กับเพื่อนร่วมฟาร์ม ทำให้ลูซี่รู้สึกถึงความสุขและความภาคภูมิใจเช่นเดียวกับตอนที่เธอเป็นเด็กฝึกงานวัย 15 ปี ที่ได้เสิร์ฟมัฟฟินที่เธอทำเองเป็นครั้งแรก ประสบการณ์นี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ลูซี่ ริดจ์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ไว้ในหนังสือของเธอชื่อ Fed Up

ข้อคิดส่งท้ายจากเรื่องราวนี้

เรื่องราวของลูซี่ ริดจ์ เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า ไม่ว่าเราจะหลงใหลในสิ่งใดมากแค่ไหน สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษก็สามารถบั่นทอนกำลังใจของเราได้จนหมดสิ้น การค้นหา แพชชั่นในการทำอาหาร หรือความรักในสิ่งที่เราทำนั้น อาจต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และกล้าที่จะก้าวออกจากสิ่งเดิมๆ ที่ไม่ตอบโจทย์ สำหรับเราแล้ว เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ ชุมชน และการเชื่อมโยงกับที่มาของสิ่งที่เราบริโภค หากคุณกำลังรู้สึกหมดไฟในอาชีพหรือความสนใจ ลองหาโอกาสสำรวจเส้นทางใหม่ๆ หรือย้อนกลับไปหาสิ่งที่เคยจุดประกายความสุขเล็กๆ น้อยๆ อาจทำให้คุณค้นพบความหมายที่แท้จริงอีกครั้งก็เป็นได้

ที่มา: theguardian.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →