Skip to content
Home » Lifestyle » รีวิวเครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup: สุดยอด 9 รุ่นเด่นสำหรับคอกาแฟทุกงบประมาณ

รีวิวเครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup: สุดยอด 9 รุ่นเด่นสำหรับคอกาแฟทุกงบประมาณ

เครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup

สำหรับคอกาแฟที่หลงใหลในความหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วบดใหม่ๆ และต้องการความสะดวกสบายในการรังสรรค์กาแฟแก้วโปรดที่บ้าน เครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup คือคำตอบที่ลงตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและกาแฟได้ใช้เวลากว่าสองทศวรรษในการทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ และในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ได้ทุ่มเทให้กับการรีวิวเครื่องชงกาแฟมากมาย โดยล่าสุดได้ทำการทดสอบเครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup ถึง 12 รุ่น เพื่อคัดสรร 9 รุ่นที่ดีที่สุดมาให้เราได้พิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอัตโนมัติเต็มรูปแบบหรือแบบกึ่งอัตโนมัติ บทความนี้จะเจาะลึกทุกรายละเอียดเพื่อให้คุณเลือกเครื่องที่ใช่ที่สุด

ทำความเข้าใจ “เครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup” มีกี่ประเภท?

ก่อนจะไปดูว่ารุ่นไหนน่าสนใจ ลองมาทำความรู้จักกับประเภทของเครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup กันก่อน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ที่มีระดับความสะดวกและผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน:

  • แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully Automatic หรือ Superautomatic): ใช้งานง่ายที่สุด เพียงเติมน้ำ นม และเมล็ดกาแฟ เครื่องจะบด ชง และทำฟองนมให้คุณด้วยการกดเพียงปุ่มเดียว รุ่นราคาสูงมักมีสูตรกาแฟให้เลือกหลากหลาย ปรับระดับฟองนมได้ หรือแม้กระทั่งสลับประเภทเมล็ดกาแฟได้
  • แบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-automatic): ราคาประหยัดกว่า แต่ต้องใช้แรงกายในการสตีมนมด้วยก้านสตีมด้วยตัวเอง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิและความเข้มข้นของนม แต่ฟองนมที่ได้มักจะเป็นแบบฟองหยาบๆ มากกว่าไมโครโฟมคุณภาพสูง
  • แบบกึ่งอัตโนมัติขั้นสูง (Assisted Espresso Machines): ให้คุณภาพกาแฟดีที่สุดและฟองนมที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าสองแบบแรก รุ่นท็อปๆ จะช่วยแนะนำและบดอัดกาแฟให้ได้ปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นคุณจึงย้ายไปที่กลุ่มหัวชงและกดปุ่ม รวมถึงมีระบบสตีมนมอัตโนมัติที่ช่วยให้ได้ฟองนมที่สมบูรณ์แบบ

ส่อง 9 สุดยอดเครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup ที่ผ่านการทดสอบ

ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการทดสอบเครื่องชงกาแฟเหล่านี้อย่างละเอียด โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งความง่ายในการใช้งาน คุณภาพกาแฟ ดีไซน์ อุณหภูมิ เสียง และระยะเวลาในการอุ่นเครื่อง มาดูกันว่ารุ่นไหนโดดเด่นและเหมาะกับใครบ้าง

De’Longhi Magnifica Start: คุ้มค่าที่สุดและใช้งานง่าย

รุ่นนี้ได้รับคำชมว่าเป็นเครื่อง เครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup ที่ดีที่สุดโดยรวมและคุ้มค่าที่สุด

  • ราคา: เริ่มต้นประมาณ 12,000 บาท (อ้างอิงราคาต่างประเทศ £279.99)
  • ประเภท: อัตโนมัติเต็มรูปแบบ
  • ขนาด (กว้าง x ลึก x สูง): 24 x 44 x 35 ซม.
  • ถังเก็บน้ำ: 1.8 ลิตร
  • เวลาอุ่นเครื่อง: 40 วินาที
  • ชงเครื่องดื่มนมได้อัตโนมัติ: มี
  • ระดับเสียง: 55dB (ชง), 60dB (สตีม), 75dB (บด)
  • การรับประกัน: 2 ปี
  • จุดเด่น: ชงกาแฟดี ควบคุมง่าย ราคาไม่แพง มีฟิลเตอร์กรองน้ำแถมมาให้ปรับความกระด้างของน้ำได้ ฟองนมนุ่มและครีมมี่กว่ารุ่นที่แพงกว่าบางรุ่น
  • ข้อสังเกต: โถนมเล็ก ต้องเติมบ่อย และมีเสียงดังขณะใช้งาน

De’Longhi Rivelia: คุ้มค่าในงบไม่เกิน 40,000 บาท

สำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องที่อัปเกรดขึ้นมาจากรุ่นเริ่มต้นแต่ยังอยู่ในงบประมาณที่สมเหตุสมผล

  • ราคา: เริ่มต้นประมาณ 25,000 บาท (อ้างอิงราคาต่างประเทศ £593.07)
  • ประเภท: กึ่งอัตโนมัติขั้นสูง
  • ขนาด (กว้าง x ลึก x สูง): 24.5 x 43 x 38.5 ซม.
  • ถังเก็บน้ำ: 1.4 ลิตร
  • เวลาอุ่นเครื่อง: 38 วินาที
  • ชงเครื่องดื่มนมได้อัตโนมัติ: มี
  • ระดับเสียง: 51dB (ชง), 51dB (สตีม), 68dB (บด)
  • การรับประกัน: 2 ปี
  • จุดเด่น: ชงกาแฟเยี่ยม อินเทอร์เฟซหน้าจอสัมผัสที่ใช้งานง่าย เปลี่ยนถังเมล็ดกาแฟ (250 กรัม) ได้รวดเร็ว (มีถังเสริมขายแยกในราคา £17.99) มีฟีเจอร์ Bean Adapt ปรับการชงให้เหมาะกับประเภทเมล็ดกาแฟ
  • ข้อสังเกต: เครื่องบดเมล็ดกาแฟเสียงดัง และฟองนมยังไม่เนียนเท่า Jura C8 ตำแหน่งปุ่มกดสูงอาจไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม

Jura C8: เรียบง่ายแต่ได้คุณภาพ

สำหรับผู้ที่มองหาความเรียบง่ายในการใช้งาน แต่ยังคงได้กาแฟคุณภาพดีเยี่ยม

  • ราคา: เริ่มต้นประมาณ 28,000 บาท (อ้างอิงราคาต่างประเทศ £649)
  • ประเภท: อัตโนมัติเต็มรูปแบบ
  • ขนาด (กว้าง x ลึก x สูง): 26 x 44 x 33 ซม.
  • ถังเก็บน้ำ: 1.6 ลิตร
  • เวลาอุ่นเครื่อง: 30 วินาที
  • ชงเครื่องดื่มนมได้อัตโนมัติ: มี
  • ระดับเสียง: 50dB (ชง), 47dB (สตีม), 65dB (บด)
  • การรับประกัน: 25 เดือน
  • จุดเด่น: อินเทอร์เฟซเรียบง่าย หน้าจอขาวดำพร้อมปุ่มกด ดีไซน์ดี ชงกาแฟได้ดีเยี่ยม ฟองนมนุ่มนวลกว่าเครื่องราคาถูก และสามารถชงกาแฟสองแก้วพร้อมกันได้
  • ข้อสังเกต: มีสูตรกาแฟให้เลือกแค่ 4 แบบ (เอสเพรสโซ่, กาแฟดำ, คาปูชิโน่, ลาเต้แมคเคียโต้) และไม่มีฟังก์ชันน้ำร้อน

Sage Oracle Jet: สำหรับคอกาแฟตัวจริง

ถ้าคุณภาพของเอสเพรสโซ่คือสิ่งสำคัญที่สุดและงบประมาณไม่ใช่ปัญหา นี่คือตัวเลือกของคุณ

  • ราคา: เริ่มต้นประมาณ 73,000 บาท (อ้างอิงราคาต่างประเทศ £1,699)
  • ประเภท: กึ่งอัตโนมัติขั้นสูง
  • ขนาด (กว้าง x ลึก x สูง): 38 x 37 x 43 ซม.
  • ถังเก็บน้ำ: 2.3 ลิตร
  • เวลาอุ่นเครื่อง: 6 วินาที
  • ชงเครื่องดื่มนมได้อัตโนมัติ/ก้านสตีม: มี
  • ระดับเสียง: 46dB (ชง), 58dB (สตีม), 66dB (บด)
  • การรับประกัน: 2 ปี (ซ่อม, เปลี่ยน, คืนเงิน)
  • จุดเด่น: ชงกาแฟได้รสชาติยอดเยี่ยม เทียบเท่าร้านกาแฟมืออาชีพ อินเทอร์เฟซหน้าจอสัมผัสสีสันสวยงามนำทางทุกขั้นตอน (บด, อัด, ชง) สตีมนมได้เนียนสำหรับนมวัว, โอ๊ต, อัลมอนด์, ถั่วเหลือง
  • ข้อสังเกต: ราคาสูงมาก

Jura J10: เครื่องอัตโนมัติระดับไฮเอนด์

สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายสูงสุดกับเมนูกาแฟที่หลากหลาย

  • ราคา: เริ่มต้นประมาณ 56,000 บาท (อ้างอิงราคาต่างประเทศ £1,295)
  • ประเภท: อัตโนมัติเต็มรูปแบบ
  • ขนาด (กว้าง x ลึก x สูง): 32 × 45 x 35 ซม.
  • ถังเก็บน้ำ: 1.9 ลิตร (ฟิลเตอร์กรองน้ำใช้ได้ 50 ลิตร หรือ 2 เดือน)
  • เวลาอุ่นเครื่อง: 30 วินาที
  • ชงเครื่องดื่มนมได้อัตโนมัติ: มี
  • ระดับเสียง: 50dB (ชง), 47dB (สตีม), 65dB (บด)
  • การรับประกัน: 25 เดือน
  • จุดเด่น: เมนูกาแฟหลากหลายมากถึง 42 สูตร หน้าจอสัมผัสสีสดใส ใช้งานง่าย กาแฟคุณภาพดีเยี่ยม เครื่องดื่มร้อน รสชาติดี มีไมโครโฟมเนียนนุ่ม
  • ข้อสังเกต: เครื่องดื่มแบบ Cold brew ยังไม่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับราคาที่สูงมาก ไม่ได้รวมโถนมมาให้ และคุณภาพเอสเพรสโซ่อาจไม่ต่างจาก De’Longhi Rivelia มากนัก

Ninja Cafe Luxe ES601: คุ้มค่าสำหรับเครื่องกึ่งอัตโนมัติ

เครื่องกึ่งอัตโนมัติที่ให้ความยืดหยุ่นและคุณภาพกาแฟที่ดีในราคาที่จับต้องได้

  • ราคา: เริ่มต้นประมาณ 19,000 บาท (อ้างอิงราคาต่างประเทศ £449)
  • ประเภท: กึ่งอัตโนมัติขั้นสูง
  • ขนาด (กว้าง x ลึก x สูง): 34 x 35 x 38 ซม.
  • ถังเก็บน้ำ: 2 ลิตร
  • เวลาอุ่นเครื่อง: 35 วินาที
  • ชงเครื่องดื่มนมได้: มี (มีหัวตีสำหรับนมเย็น และสตีมนมร้อนได้)
  • ระดับเสียง: 48dB (ชง), 58dB (สตีม), 63dB (บด)
  • การรับประกัน: 2 ปี
  • จุดเด่น: มีตัวเลือกเครื่องดื่มหลากหลาย (เอสเพรสโซ่ 1-4 ช็อต, กาแฟฟิลเตอร์) ชงกาแฟได้เข้มข้น ระบบปรับการบดและสตีมนมอัตโนมัติ
  • ข้อสังเกต: ผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอ อาจมีปัญหาด้านความทนทาน (นมร้อนเกินไปหลังจากใช้งานไปหลายเดือน) ยังคงต้องมีการอัดกาแฟด้วยมือ

รุ่นอื่นๆ ที่น่าสนใจแต่ไม่ติดอันดับสูงสุด

นอกเหนือจาก 6 รุ่นข้างต้น ยังมีเครื่อง เครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup อีก 3 รุ่นที่ผู้เชี่ยวชาญได้ทดสอบ แต่มีจุดที่ทำให้ไม่ติดอันดับสูงสุดในครั้งนี้:

  • Philips LatteGo 5500: แม้จะใช้งานง่ายและทำความสะอาดสะดวกด้วยระบบ LatteGo ดีไซน์เพรียวบาง และการบดที่เงียบ (ได้รับการรับรอง Quiet Mark) แต่คุณภาพกาแฟอยู่ในระดับปานกลาง ฟองนมค่อนข้างหยาบ และวัสดุที่ใช้เป็นพลาสติกให้ความรู้สึกไม่แข็งแรงเมื่อเทียบกับราคา
  • Melitta Latte Select: มีจุดเด่นคือระบบ Dual Hopper ที่สามารถสลับเมล็ดกาแฟได้ 2 ชนิด ชงเอสเพรสโซ่เข้มข้นและกาแฟร้อนได้ดี แต่มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานยาก ถังเมล็ดกาแฟแบบแบ่งมีข้อบกพร่อง และวัสดุตัวเครื่องให้ความรู้สึกไม่แข็งแรง
  • Gaggia Cadorna Plus: ชงกาแฟได้ดีและเข้มข้น มีโปรไฟล์ผู้ใช้หลายบัญชี และก้านสตีมนมแบบแมนนวลที่ทำให้ได้นมที่ร้อนจัด แต่ดีไซน์ดูเทอะทะ มีเสียงดัง และฟองนมที่ได้จากก้านสตีมยังไม่ถึงขั้นไมโครโฟมสำหรับทำลาเต้อาร์ต ทำให้ราคายังสูงเกินไปสำหรับเครื่องที่ต้องสตีมนมด้วยตนเอง

มุมมองจากบรรณาธิการ: เลือกเครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup อย่างไรให้คุ้มค่า?

จากบทวิเคราะห์ทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่า เครื่องชงกาแฟ Bean-to-Cup มีความหลากหลายทั้งในด้านราคา ฟังก์ชัน และระดับความสะดวกสบาย การเลือกเครื่องที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของคุณ หากคุณให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายสูงสุดและไม่ต้องการยุ่งยากในการสตีมนม รุ่นอัตโนมัติเต็มรูปแบบอย่าง De’Longhi Magnifica Start หรือ Jura J10 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม ส่วนถ้าคุณต้องการคุณภาพกาแฟระดับบาริสต้าและยินดีที่จะออกแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย Sage Oracle Jet จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง

สิ่งสำคัญคือการพิจารณาว่าคุณดื่มกาแฟแบบไหนบ่อยที่สุด ต้องการเมนูกาแฟที่หลากหลายแค่ไหน และคุณพร้อมที่จะดูแลรักษาเครื่องบ่อยแค่ไหน เครื่องที่ดีที่สุดไม่ใช่เครื่องที่แพงที่สุดเสมอไป แต่เป็นเครื่องที่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้อย่างลงตัวที่สุด และมอบประสบการณ์การดื่มกาแฟที่บ้านได้อย่างมีความสุขในทุกๆ วันครับ

ที่มา: theguardian.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →