Skip to content
Home » Lifestyle » เมื่อผู้สูงอายุหันสู่ขวาจัด: ความแตกแยกในครอบครัวจากโลกออนไลน์ที่ซับซ้อน

เมื่อผู้สูงอายุหันสู่ขวาจัด: ความแตกแยกในครอบครัวจากโลกออนไลน์ที่ซับซ้อน

ความแตกแยกในครอบครัว

ท่ามกลางยุคดิจิทัลที่ข้อมูลไหลบ่าท่วมท้น ปรากฏการณ์หนึ่งที่กำลังสร้างรอยร้าวลึกในสังคมและสายสัมพันธ์อันอบอุ่น นั่นคือ ความแตกแยกในครอบครัว ที่เกิดจากมุมมองทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นในหมู่ผู้สูงอายุ ผู้ที่เคยเป็นเสาหลักและศูนย์รวมใจของครอบครัวหลายคนกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่แนวคิดขวาจัดสุดโต่งบนโลกออนไลน์ นำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับลูกหลานที่เติบโตมาในโลกอีกใบ บทความนี้จะเจาะลึกถึงเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้ สาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุถูกชักจูง และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสายใยรักในครอบครัว

เมื่อโลกออนไลน์ฉุดรั้งผู้สูงอายุให้ห่างไกล

สำหรับคนรุ่นใหม่ โซเชียลมีเดียเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับผู้สูงอายุหลายคน โลกออนไลน์ที่เปิดกว้างในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยเฉพาะช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือและ iPad มากขึ้น คือประตูสู่ข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งจริงและไม่จริง ผลการศึกษาจาก Ofcom ชี้ว่าชาวอังกฤษที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยวันละ 3 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยมีมาก่อน และกว่า 75% ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียวัย 65 ปีขึ้นไป ใช้ Facebook เป็นแพลตฟอร์มหลัก

ซาร่า วิลฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมคอมพิวเตอร์และผู้ก่อตั้งโครงการวิจัย Smidge ชี้ว่า จุดเริ่มต้นของการถูกชักจูงมักมาจากการเห็น ‘Nostalgia Porn’ หรือเนื้อหาที่กระตุ้นความทรงจำในอดีตที่ดีงาม ซึ่งปัจจุบันถูกผลิตซ้ำด้วยเทคโนโลยี AI ในรูปแบบ ‘Boomerslop’ ที่ดูเผิน ๆ ไร้พิษภัย แต่กลับค่อย ๆ นำไปสู่การรับข้อมูลผิด ๆ หรือทฤษฎีสมคบคิดที่มีอคติทางการเมืองแฝงอยู่ พฤติกรรมการใช้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ X ที่มีการควบคุมเนื้อหาที่ผ่อนคลายลง ทำให้ข้อมูลเหล่านี้เข้าถึงผู้สูงอายุได้ง่ายขึ้น โดยที่บางครั้งพวกเขาก็ไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงของการรับข้อมูลด้านเดียวและไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ

รอยร้าวที่ก่อตัวในสายใยครอบครัว

เรื่องราวของ แกรห์ม สะท้อนภาพความเจ็บปวดที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญ คุณแม่ของเขา ซึ่งแต่เดิมไม่เคยสนใจการเมืองเลย กลับกลายเป็นผู้สนับสนุนนักเคลื่อนไหวขวาจัดอย่าง ทอมมี โรบินสัน อย่างกระตือรือร้น เธอบอกแกรห์มว่า เคียร์ สตาร์เมอร์ เป็นคอมมิวนิสต์ที่ต้องการ ‘แทนที่ทุกคนด้วยชาวมุสลิม’ และมองว่าโควิดเป็นเรื่องหลอกลวง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนแกรห์มรู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียแม่ไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของ นาดีน ที่พ่อแม่หมกมุ่นอยู่กับประเด็นเรื่องเชื้อชาติและการอพยพ หรือ ซาร่าห์ คุณแม่วัย 60 กว่าปีที่ยอมรับว่าตนเองมีทัศนคติที่เหยียดเชื้อชาติมุสลิม และเป็นผู้สนับสนุน Nigel Farage และ Donald Trump สิ่งเหล่านี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกสาวถึงจุดแตกหักในช่วง Brexit

นักจิตวิทยาอย่าง เทรซีย์ ลาสซลอฟฟี และ เจเน็ต ไรบ์สไตน์ ชี้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองในครอบครัวมีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต การขาดการยอมรับทางสังคม หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องอัตลักษณ์ การรับข้อมูลที่ผิด ๆ ในโลกออนไลน์ทำให้เกิดวงจรของความไม่รู้และความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลและสื่อกระแสหลัก นำไปสู่การมองโลกในมุมแคบและทัศนคติที่รุนแรงขึ้น

โจชัว โคลแมน นักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านความบาดหมางในครอบครัว ระบุว่า การสำรวจในปี 2024 พบว่าชาวอเมริกันกว่าครึ่งมีความสัมพันธ์ที่เหินห่างจากญาติสนิท โดย 18% อ้างถึงความแตกต่างทางการเมืองเป็นเหตุผลหลัก เขายังตั้งข้อสังเกตว่า คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะอดทนต่อความเห็นต่างน้อยลง และมองว่าการตัดขาดความสัมพันธ์จากสมาชิกในครอบครัวที่มีแนวคิดสุดโต่ง เป็นการกระทำที่ ‘ถูกต้อง’ เพื่อปกป้องอัตลักษณ์และสุขภาพจิตของตนเอง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างใหม่

ทางออกของความสัมพันธ์ที่กำลังสั่นคลอน

แม้ว่าสถานการณ์จะดูเลวร้าย แต่ก็มีหลายครอบครัวที่พยายามหาทางประคับประคองความสัมพันธ์ คุณแม่ของซาร่าห์และลูกสาวเลือกที่จะหยุดคุยเรื่องการเมืองโดยสิ้นเชิง และมุ่งเน้นไปที่ความรักและความห่วงใยที่มีให้กัน แกรห์มเองก็ตัดสินใจที่จะไม่โต้เถียงกับแม่เกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิด และพยายามทำความเข้าใจว่าบางครั้งการที่ผู้สูงอายุแสดงทัศนคติเหล่านี้ อาจเกิดจากความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าในสังคม

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การพยายามเปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายโดยตรงมักจะไม่สำเร็จ แต่การสร้างขอบเขตที่ชัดเจนในการสนทนา และการค้นหาจุดร่วมที่สามารถพูดคุยกันได้ เป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับการสร้างพื้นที่ให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จะช่วยลดความต้องการการยอมรับจากชุมชนออนไลน์ที่อาจเป็นพิษได้ การทำความเข้าใจว่าความเห็นต่างเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และความรักในครอบครัวยังคงอยู่เหนือสิ่งอื่นใด อาจเป็นทางออกที่ยากแต่จำเป็นสำหรับหลายๆ คน

บทเรียนจากความร้าวฉานสู่ความเข้าใจ

ในฐานะที่เรามองปรากฏการณ์ ความแตกแยกในครอบครัว นี้ เราเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน แต่เป็นเรื่องของความเปราะบางทางจิตใจของผู้สูงอายุที่ต้องปรับตัวกับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สำหรับลูกหลาน การทำความเข้าใจและให้พื้นที่ โดยไม่ตัดสินหรือพยายามเปลี่ยนแปลงในทันที อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญ การเปิดใจรับฟังถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือความไม่มั่นคงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทัศนคติที่รุนแรง อาจนำไปสู่การเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม และช่วยให้เราสามารถประคับประคองสายใยอันมีค่าของครอบครัวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้

ที่มา: theguardian.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →