หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) แบรนด์แฟชั่นหรูระดับโลก ได้สร้างปรากฏการณ์บนรันเวย์ใจกลางมหานครนิวยอร์กอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษที่ร่วมมือกับทายาทศิลปินกราฟฟิตี้ในตำนานอย่าง Keith Haring (คีธ แฮริง) การกลับมาของลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ในครั้งนี้ นับเป็นการเฉลิมฉลองการบรรจบกันระหว่างความหรูหราแบบไฮเอนด์และวัฒนธรรมสตรีทอาร์ต สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Nicolas Ghesquière ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ที่ต้องการนำเสนอความท้าทายใหม่ๆ ให้กับวงการแฟชั่น โดยคอลเลกชันนี้ได้นำเอาลายเส้นอันเป็นสัญลักษณ์ของ หลุยส์ วิตตอง คีธ แฮริง มาโลดแล่นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
การกลับมาของลายเส้นไอคอนิก: คีธ แฮริง x หลุยส์ วิตตอง
จุดเริ่มต้นของคอลเลกชันที่น่าสนใจนี้ มาจากกระเป๋าเดินทาง Louis Vuitton อายุ 100 ปี ที่ Keith Haring เคยบรรจงวาดลวดลาย “grooving stick figures” อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาเมื่อปี 1984 ซึ่งถูกค้นพบในคลังเก็บของของ Louis Vuitton นี่จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่นำไปสู่การร่วมมือกับทายาทของ Haring เพื่อนำงานศิลปะของเขามาตีความใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระเป๋ารุ่นคลาสสิกอย่าง LV Speedy ที่จะได้รับการออกแบบใหม่ด้วยลวดลาย “dancing babies” และ “barking dogs” อันเป็นที่รู้จักกันดีของศิลปิน ทำให้ไอเท็มเหล่านี้กลายเป็นของสะสมที่แฟนๆ ต้องไม่พลาด
ประสบการณ์ศิลปะใจกลางมหานคร: The Frick Collection
การจัดแสดงคอลเลกชันนี้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในห้องแสดงภาพหินอ่อนอันโอ่อ่าของ The Frick Collection ในแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของผลงานชิ้นเอกโดยศิลปินระดับโลกอย่าง Ingres, Rembrandt และ Vermeer เพื่อเป็นการตอบแทนความร่วมมืออันทรงเกียรตินี้ Louis Vuitton ได้ให้การสนับสนุนพิพิธภัณฑ์เป็นระยะเวลาสามปี โดยจะร่วมทุนจัดนิทรรศการ สนับสนุนการเข้าชมของสาธารณะชน และตำแหน่งภัณฑารักษ์ ที่สำคัญคือตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป กิจกรรมเปิดให้เข้าชมฟรีในคืนวันศุกร์ของพิพิธภัณฑ์จะได้รับการรีแบรนด์เป็น “Louis Vuitton First Fridays” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Louis Vuitton ในการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
วิสัยทัศน์ของ Nicolas Ghesquière: หรูหราปะทะสตรีท
Nicolas Ghesquière ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ของ Louis Vuitton มากว่า 13 ปี ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งอย่าง Chanel, Dior และ Gucci มีการเปลี่ยนแปลงดีไซเนอร์หน้าใหม่ แต่ Ghesquière กลับยังคงรักษาตำแหน่งและสร้างความประหลาดใจให้กับวงการแฟชั่นเสมอมา คอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะและคุณค่าอันงดงามของ Haring ผู้เป็นผู้บุกเบิกด้านความสามัคคีและเสรีภาพสำหรับผู้คนมากมาย Ghesquière ต้องการเฉลิมฉลองความแตกต่างระหว่างความหรูหราของย่าน Upper East Side ที่ Frick Collection ตั้งอยู่ กับสไตล์สตรีทอาร์ตจากย่านดาวน์ทาวน์ของ Haring ซึ่งเคยสร้างชื่อจากการวาดภาพชอล์กอย่างผิดกฎหมายในสถานีรถไฟใต้ดินของนิวยอร์ก
ภายในโชว์เราได้เห็นเหล่าคนดังระดับโลกอย่าง Zendaya, Emily Blunt, Anne Hathaway, Cate Blanchett และ Oprah Winfrey ที่มานั่งฟรอนต์โรว์ เช่นเดียวกับ Alana Haim ศิลปินเพลงที่มาร่วมเดินแบบ สร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับงานอย่างมาก
สำหรับไอเท็มเด่นๆ ในคอลเลกชันนี้ นอกเหนือจากกระเป๋า Speedy ที่มาพร้อมลายเส้นของ Keith Haring แล้ว ยังมี:
- กระเป๋ารูปทรงแปลกตา: อาทิ กระเป๋าที่ออกแบบให้คล้ายกล่องอาหาร Takeaway, แผ่นเสียง และกระป๋องน้ำอัดลม
- แฟชั่นเดนิม: นำเสนอผ่านยีนส์สุดเนี้ยบ สะท้อนสไตล์แคชชวลแบบอเมริกัน
- ชุดราตรีหรูหรา: ผ้าไหมพลีทและโชกเกอร์ที่บ่งบอกถึงความหรูหราของชนชั้นสูงในนิวยอร์กยุคเก่า
การผสมผสานศิลปะและแฟชั่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Louis Vuitton เพราะในปี 2001 แบรนด์เคยบุกเบิกด้วยการร่วมมือกับ Marc Jacobs และ Stephen Sprouse ในการสร้างสรรค์กระเป๋าลายกราฟฟิตี้ และต่อมาได้ร่วมงานกับ Takashi Murakami และ Yayoi Kusama เพื่อนำลายเชอร์รี่และลายจุดอันเป็นเอกลักษณ์มาใช้กับกระเป๋า Louis Vuitton แสดงให้เห็นถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ที่มักจะนำศิลปะมาผสมผสานกับสินค้าแฟชั่นได้อย่างลงตัวเสมอมา
สรุปแล้ว หลุยส์ วิตตอง คีธ แฮริง น่าสนใจแค่ไหน?
สำหรับเราแล้ว คอลเลกชัน หลุยส์ วิตตอง คีธ แฮริง นี้ไม่ใช่แค่การนำลายเส้นเก่าๆ มาปัดฝุ่นใหม่ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของ Louis Vuitton ในการคงความคลาสสิกของแบรนด์ไว้ พร้อมกับเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมป๊อปและสตรีทอาร์ตได้อย่างไร้รอยต่อ การผสานความหรูหราของย่าน Upper East Side เข้ากับจิตวิญญาณอิสระของย่าน Downtown สะท้อนถึงความเป็นนิวยอร์กได้อย่างสมบูรณ์แบบ แฟนๆ ของทั้ง Louis Vuitton และ Keith Haring รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและแฟชั่น เชื่อว่าคอลเลกชันนี้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์แฟชั่นอย่างแน่นอน เพราะมันไม่ใช่แค่กระเป๋า แต่เป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้และเป็นบทสนทนาทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้
ที่มา: theguardian.com