หลังจากที่เคยประกาศว่ายุคของลายดอกไม้ได้สิ้นสุดลงไปเมื่อสามปีก่อน ล่าสุด John Lewis ห้างสรรพสินค้าชื่อดังในสหราชอาณาจักร ได้ค้นพบเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง นั่นคือ แฟชั่นลวดลายปลา ที่กำลังสร้างปรากฏการณ์ในหมู่ขาช้อปชาวอังกฤษ ไม่ใช่เพียงแค่ลวดลายบนเสื้อผ้า แต่ยังขยายไปถึงของใช้ในบ้านและเครื่องประดับ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในรสนิยมและมุมมองของผู้คนอย่างน่าสนใจ
จากใต้ทะเลสู่รันเวย์: กระแส ‘ปลา’ ที่ทุกคนต้องมี
กระแสความนิยมในลวดลายและรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็นปลาซาร์ดีน ปลาสไปรต์ ไปจนถึงสัตว์จำพวกปู กำลังเป็นที่จับตาอย่างมาก ยอดขายสินค้ากลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ต่างหูรูปปลาดาว: ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
- กระโปรงผ้าไหมลายฝูงปลาสีฟ้า: เป็นที่ต้องการสูงจนมีรายชื่อรอสินค้า
- แก้วน้ำกระจกทรงปลา: สามารถนำมาซ้อนกันเป็นรูปปลาได้ มียอดขายพุ่ง 400%
- เหยือกน้ำเซรามิกรูปปลา (Gluggle Jug): ที่จะส่งเสียงกุกกักเมื่อรินน้ำ กำลังเป็นไอเทมสำคัญสำหรับมื้ออาหารนอกบ้าน โดยรุ่นจาก Wade Pottery มียอดขายเพิ่มขึ้น 129%
เมื่ออาหารกระป๋องกลายเป็นแรงบันดาลใจแฟชั่น
เทรนด์ แฟชั่นลวดลายปลา นี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นการต่อยอดมาจากความหลงใหลในปลาทูน่ากระป๋องที่เพิ่มขึ้นในสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยเป็นเพียงวัตถุดิบราคาถูกในครัว แต่ตอนนี้กลายเป็นส่วนผสมระดับพรีเมียมที่มีบรรจุภัณฑ์สวยงามและแบรนด์ที่เน้นการเสิร์ฟจาก ‘กระป๋องสู่โต๊ะ’
Tesco รายงานว่ายอดขายทูน่ากระป๋องเพิ่มขึ้น 18% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของ TikTok ที่ช่วยยกระดับให้อาหารกระป๋องกลายเป็น ‘แฟชั่นการทำอาหาร’ ชั้นสูง แม้ว่าจะมีปลาทูน่ากระป๋องราคาถูกเพียง 65 เพนนี แต่ปลาทูน่ากระป๋องกูร์เมต์บางยี่ห้อก็มีราคาสูงถึง 12 ปอนด์
Bettina Makalintal นักข่าวอาวุโสจากเว็บไซต์อาหาร Eater ให้ความเห็นว่า การเลือกซื้อปลาทูน่ากระป๋องแฟนซี และการสะท้อนรสนิยมการกินนี้ผ่านเสื้อผ้าและการตกแต่งบ้าน เป็นการแสดงออกถึงตัวตน ความปรารถนา และสถานะทางสังคมของเราในยุคที่ชีวิตส่วนใหญ่ถูกแบ่งปันและตัดสินผ่านโลกออนไลน์
แบรนด์ต่างๆ ก็ไม่พลาดที่จะร่วมเกาะกระแสนี้ เช่น Accessorize ที่นำเสนอกระเป๋าคลัตช์ใยปาล์มรูปปลา หรือ Asos แบรนด์ขวัญใจ Gen Z ที่มีเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ลายปลาซาร์ดีนและปลาคาร์ปติดอันดับขายดี นอกจากนี้ Anthropologie ยังมีทั้งกิ๊บติดผมรูปปลาและกระเป๋าสะพายไหล่ลูกปัดลายปลาสไปรต์ ส่วนแบรนด์บราซิล Farm Rio ก็เริ่มนำลายพิมพ์แนวทะเล เช่น ปลากัดและหอย มาแทนที่ลายพืชพรรณสดใสอันเป็นเอกลักษณ์
แฟชั่นเล่าเรื่อง: มากกว่าแค่เสื้อผ้า แต่สะท้อนบริบทสังคม
อาหารถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่าเรื่องในโลกแฟชั่นมานานแล้ว Melissa Marra-Alvarez ผู้ดูแลและนักวิจัยจาก Museum at the Fashion Institute of Technology (FIT) มองว่าแฟชั่นและอาหารมีความสัมพันธ์แบบ ‘พึ่งพาอาศัยกัน’ เพราะต่างก็เป็นสิ่งจำเป็นและส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ในอดีต ลายทับทิมและองุ่นเคยถูกใช้บนผืนผ้าในยุคกลางเพื่อสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของโลก ขณะที่สับปะรดในศตวรรษที่ 17 เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง การปรากฏตัวของ แฟชั่นลวดลายปลา ในปัจจุบันเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพในสหราชอาณาจักร การเพิ่มขึ้นของกระแส ‘Maha’ (Make America Healthy Again) ในสหรัฐฯ และการทำประมงเกินขนาดที่ทำให้ปลาบางชนิดกลายเป็นของหรูหรา อาหารจึงมีความ ‘ขั้ว’ มากขึ้น และถูกนักออกแบบนำมาใช้เพื่อสร้างข้อความทางวัฒนธรรม
เทรนด์นี้ยังเป็นภาคต่อจาก ‘tomato girl summer’ ในปี 2023 ที่เน้นบรรยากาศสบายๆ สไตล์อิตาลี เสื้อเดรสวินเทจและกระเป๋าตะกร้าคือหัวใจของสไตล์นั้น แต่สำหรับ ‘fish take’ ในปีนี้ เป็นการตีความ ‘la dolce vita’ ในแบบฉบับที่เน้นลายพิมพ์อาหารทะเล กางเกงลินิน เสื้อไหมพรม และรองเท้าเจลลี่
มุมมองจากเรา: ‘Euro Summer’ ที่เรียบง่ายกว่า
Miranda Shanahan ที่ปรึกษาแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ต อธิบายว่าเทรนด์ แฟชั่นลวดลายปลา นี้เชื่อมโยงกับกระแส ‘Euro Summer’ ที่กำลังได้รับความนิยมในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ผู้คนโหยหาชีวิตที่จับต้องได้ ไม่ถูกบีบคั้น และความปรารถนาในการใช้ชีวิตที่แตกต่างนี้ก็ถูกส่งผ่านไปยังข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนจิตวิญญาณของไลฟ์สไตล์นั้นๆ โดยในกรณีนี้ เธอชี้ว่า “มันไม่เกี่ยวกับค่าครองชีพมากนัก แต่เป็นความใฝ่ฝันทางอ้อม ที่ไม่ต้องการความหรูหรามากขึ้น แต่ต้องการชีวิตที่เรียบง่าย ช้าลง และเป็นยุโรปมากขึ้น” เรามองว่าเทรนด์นี้เป็นมากกว่าแค่แฟชั่นฉาบฉวย แต่สะท้อนถึงการมองหาความสงบและสุนทรียะในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคกำลังมองหาสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่ต้องการ การได้สวมใส่หรือใช้ของตกแต่งบ้านที่มีลวดลายปลา จึงเป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เป็นอิสระ และใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นในแบบของตัวเอง
ที่มา: theguardian.com