
สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารวงการ สมาร์ทริง มาอย่างต่อเนื่อง คงจะคุ้นเคยกับแบรนด์ Ultrahuman กันเป็นอย่างดี และล่าสุดกับรุ่น Ultrahuman Ring Pro ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็พร้อมที่จะยกระดับประสบการณ์การติดตามสุขภาพและกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่อึดทนทาน และเคสชาร์จที่อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะ ในราคาเปิดตัวที่ 479 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งรวมเคสชาร์จมาให้เรียบร้อยแล้ว นับเป็นการอัปเกรดครั้งสำคัญจากรุ่น Ring Air ที่เคยรีวิวไปก่อนหน้า
แบตเตอรี่ของ Ultrahuman Ring Pro: อึดทน ใช้งานยาวนานเกินคาด
สิ่งแรกที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้งาน Ultrahuman Ring Pro อย่างมากคือประสิทธิภาพแบตเตอรี่ที่น่าทึ่ง จากการทดลองสวมใส่ต่อเนื่องเกือบสามวัน พบว่าแบตเตอรี่ยังคงเหลืออยู่ถึง 78% ซึ่งหากคำนวณตามอัตราการใช้งานนี้ คาดว่าจะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึงประมาณ 13 วันเลยทีเดียว! นี่ถือว่ายาวนานกว่า Ultrahuman Ring Air ถึงสองเท่าตัว (รุ่น Ring Air ใช้งานได้ 5-6 วัน) และยังมากกว่า Oura Ring 5 ที่ใช้งานได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์อย่างเห็นได้ชัด
ความน่าทึ่งยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะผลการทดสอบข้างต้นนั้นเป็นการใช้งานใน “Turbo Mode” ซึ่งเป็นโหมดที่แหวนจะเก็บข้อมูลบ่อยครั้งขึ้น ทำให้ใช้พลังงานแบตเตอรี่เร็วขึ้นกว่าปกติ หากเปลี่ยนไปใช้ “Chill Mode” ซึ่งเป็นโหมดการใช้งานแบบกลางๆ หรือ “Critical Battery Mode” สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน แบตเตอรี่ก็จะยิ่งใช้งานได้ยาวนานขึ้นไปอีก โดยทาง Ultrahuman ประเมินว่าตัวแหวนเองจะใช้งานได้ 15 วัน และเมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จจะสามารถยืดอายุการใช้งานไปได้ถึง 45 วันเลยทีเดียว
เคสชาร์จดีไซน์ฉลาด ฟีเจอร์ล้ำไม่แพ้ตัวแหวน
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ Ultrahuman Ring Pro คือเคสชาร์จที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดและน่าสนใจอย่างมาก นอกจากจะสามารถเก็บประจุแบตเตอรี่สำหรับการชาร์จแหวนได้หลายรอบแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง:
- ระบบเสียงและแรงสั่น (Sound and Haptic Feedback): เมื่อตั้งค่าแหวน ตัวเคสจะส่งเสียงที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายเสียงจากขันโลหะบำบัด พร้อมกับการสั่นเตือน ทำให้ประสบการณ์ใช้งานแรกเริ่มมีความน่าสนใจ
- ไฟ LED แสดงสถานะ: บริเวณขอบด้านหน้าของเคสชาร์จมีแถบไฟ LED ขนาดใหญ่ที่สามารถเรืองแสงหรือกะพริบเป็นสีต่างๆ เพื่อบ่งบอกสถานะการทำงานที่แตกต่างกัน
- ฟังก์ชันค้นหาเคส: หากทำเคสหาย ผู้ใช้สามารถสั่งการผ่านแอปพลิเคชันให้เคสส่งเสียงได้ ช่วยให้ค้นหาเคสได้ง่ายขึ้น
- รองรับการวินิจฉัยและรีเซ็ต: ตัวเคสยังสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการวินิจฉัยปัญหาหรือทำการรีเซ็ตแหวนเมื่อจำเป็นได้อีกด้วย
แม้ว่าผู้รีวิวยังไม่มีโอกาสได้ทดสอบว่าฟีเจอร์นาฬิกาปลุกสามารถใช้งานผ่านเคสได้หรือไม่ ซึ่งเคยเป็นแนวคิดในช่วงพัฒนา แต่ฟีเจอร์ที่มีอยู่ก็เพียงพอที่จะทำให้เคสชาร์จนี้โดดเด่นไม่แพ้ตัวแหวนเลยทีเดียว
ดีไซน์เรียบหรู แข็งแกร่ง ทนทาน
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Oura มุ่งเน้นไปที่การลดขนาดแหวนให้เล็กลง Ultrahuman กลับเลือกทิศทางตรงกันข้าม โดย Ultrahuman Ring Pro มีขนาดที่หนาและให้ความรู้สึกแข็งแรงทนทานมากกว่ารุ่น Ring Air อย่างเห็นได้ชัด จุดที่น่าสนใจคือทั้งด้านนอกและด้านในของแหวนเป็นวัสดุโลหะเรียบเนียนเหมือนกันทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากสมาร์ทริงอื่นๆ ที่มักจะมีชั้นอีพอกซีเรซินใสเคลือบอยู่ด้านใน
ดีไซน์โดยรวมของแหวนนั้นเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา และสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในดีไซน์ใหม่นี้คือจุด “break point” สองจุดที่สามารถใช้เป็นจุดงัดแหวนออกในกรณีฉุกเฉินได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ส่วนเรื่องความทนทานในการใช้งานระยะยาว คงต้องรอรีวิวฉบับเต็มต่อไป
มุมมองจากบรรณาธิการ: สมาร์ทริงที่น่าจับตาในตลาดปัจจุบัน
จากการพัฒนาที่เห็นได้ชัดใน Ultrahuman Ring Pro ทำให้เรามองว่านี่คือ สมาร์ทริง อีกหนึ่งรุ่นที่เข้ามาเขย่าตลาดได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานเป็นพิเศษ และฟีเจอร์ของเคสชาร์จที่ฉลาดล้ำเกินกว่าจะเป็นแค่แท่นชาร์จธรรมดาๆ สิ่งเหล่านี้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่ใส่สบาย ไม่ต้องถอดชาร์จบ่อยๆ และมีความน่าเชื่อถือ
ถ้าพูดถึงในมุมของการใช้งานจริง การที่ตัวแหวนมีดีไซน์ที่แข็งแรงทนทาน พร้อมกับฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยอย่างจุด break point ก็นับเป็นข้อดีที่มองข้ามไม่ได้ สำหรับผู้ที่กำลังมองหา สมาร์ทริง คุณภาพสูง ที่มาพร้อมนวัตกรรมและแบตเตอรี่ที่อึดจนลืมชาร์จไปได้เลย Ultrahuman Ring Pro ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม และน่าจะสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยมให้กับผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน
ที่มา: lifehacker.com