ช่วงนี้ตลาดเทคโนโลยีดูจะผันผวน ทั้งเรื่อง “RAMageddon” ที่ทำให้สินค้าหลายอย่างมีราคาสูงขึ้น แต่ Apple กลับเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ใหม่เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ง่ายขึ้น ล่าสุด Apple ได้ปรับเพิ่มมูลค่า โปรแกรม Apple Trade In สำหรับอุปกรณ์หลายรุ่น ทั้ง iPhone, iPad, Mac และ Apple Watch นอกจากนี้ยังขยายการรับเทรดอินสำหรับสมาร์ทโฟน Android รุ่นใหม่ๆ เข้ามาในโปรแกรมอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ Android สามารถเปลี่ยนมาใช้ iPhone หรือผลิตภัณฑ์ Apple ได้สะดวกยิ่งขึ้น
Apple ปรับกลยุทธ์ รับมือยุค RAMageddon ด้วยโปรแกรม Apple Trade In
Apple ไม่เพียงแค่เสนอแผนการเช่าซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่แบบผ่อนชำระ 1, 2 หรือ 3 ปีโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่ยังใช้กลยุทธ์การเทรดอินเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะตลาดปัจจุบันที่ราคาอุปกรณ์สูงขึ้น การเพิ่มมูลค่าเทรดอินจึงเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ โดยมูลค่าการเทรดอินจะขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพของอุปกรณ์ที่นำมาแลก หากสภาพดี มูลค่าที่ได้ก็จะสูงขึ้น ทำให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนลดลงไปอีก
อ้างอิงจากรายงานของ 9to5Mac ล่าสุด Apple ได้ปรับเพิ่มมูลค่าการรับเทรดอินสำหรับผลิตภัณฑ์ของตนเองหลายรายการ เช่น iPhone, Apple Watch, iPad และ Mac โดยบางรุ่นมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น iPhone 16 Pro ที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงสุดถึง 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม และ iPhone 13 Pro Max ที่เพิ่มขึ้นสูงสุด 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้มูลค่าที่ได้จะขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพของอุปกรณ์
มูลค่าเทรดอิน iPhone ที่เพิ่มขึ้น
นี่คือมูลค่าสูงสุดของการเทรดอิน iPhone ในแต่ละรุ่น (โดยประมาณเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ):
- iPhone 16 Pro Max: สูงสุด $720
- iPhone 16 Pro: สูงสุด $630
- iPhone 16 Plus: สูงสุด $485
- iPhone 16: สูงสุด $480
- iPhone 16e: สูงสุด $310
- iPhone 15 Pro Max: สูงสุด $530
- iPhone 15 Pro: สูงสุด $420
- iPhone 15 Plus: สูงสุด $340
- iPhone 15: สูงสุด $335
- iPhone 14 Pro Max: สูงสุด $405
- iPhone 14 Pro: สูงสุด $335
- iPhone 14 Plus: สูงสุด $235
- iPhone 14: สูงสุด $235
- iPhone SE (รุ่นที่ 3): สูงสุด $85
- iPhone 13 Pro Max: สูงสุด $340
- iPhone 13 Pro: สูงสุด $285
- iPhone 13: สูงสุด $205
- iPhone 13 mini: สูงสุด $155
- iPhone 12 Pro Max: สูงสุด $240
- iPhone 12 Pro: สูงสุด $195
- iPhone 12: สูงสุด $135
- iPhone 12 mini: สูงสุด $90
- iPhone SE (รุ่นที่ 2): สูงสุด $45
- iPhone 11 Pro Max: สูงสุด $160
- iPhone 11 Pro: สูงuสุด $145
- iPhone 11: สูงสุด $110
- iPhone XS Max: สูงสุด $95
- iPhone XS: สูงสุด $70
- iPhone XR: สูงสุด $90
- iPhone X: สูงสุด $60
- iPhone 8 Plus: สูงสุด $40
- iPhone 8: สูงสุด $40
อุปกรณ์ Apple อื่นๆ ที่ราคาเทรดอินขยับขึ้น
ไม่ใช่แค่ iPhone เท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์ Apple อื่นๆ ก็มีมูลค่าเทรดอินที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะกลุ่ม Mac ที่บางรุ่นเพิ่มขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ และ Mac Studio ที่มูลค่าเทรดอินเพิ่มขึ้นสูงถึง 260 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Apple Watch:
- Apple Watch Series 10: สูงสุด $165
- Apple Watch Ultra 2: สูงสุด $305
- Apple Watch Series 9: สูงสุด $135
- Apple Watch Ultra: สูงสุด $205
- Apple Watch Series 8: สูงสุด $95
- Apple Watch SE (รุ่นที่ 2): สูงสุด $60
- Apple Watch Series 7: สูงสุด $70
- Apple Watch Series 6: สูงสุด $45
- Apple Watch SE (รุ่นที่ 1): สูงสุด $30
iPad:
- iPad Pro: สูงสุด $720
- iPad Air: สูงสุด $490
- iPad mini: สูงสุด $300
- iPad: สูงสุด $260
Mac:
- Mac Pro: สูงสุด $2195
- Mac Studio: สูงสุด $1305
- MacBook Pro: สูงสุด $855
- MacBook Air: สูงสุด $580
- Mac mini: สูงสุด $480
- iMac: สูงสุด $380
- iMac Pro: สูงสุด $315 (มูลค่าสูงสุดคงที่)
Apple เปิดกว้าง รับเทรดอินมือถือ Android มากขึ้น
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ Apple ได้ขยายรายชื่ออุปกรณ์ Android ที่สามารถนำมาเทรดอินได้เพิ่มเติม ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจาก Android มาใช้ iPhone โดยรุ่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในสัปดาห์นี้ ได้แก่:
- Samsung Galaxy S21 Ultra 5G
- Google Pixel 9 Pro XL
- Google Pixel 9 Pro
- Google Pixel 9
- OnePlus 13
- OnePlus 13R
อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ก็มีอุปกรณ์ Android บางรุ่นที่ Apple ปรับลดมูลค่าการเทรดอินลงเล็กน้อยเพียง 5-10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ Samsung Galaxy S22 Ultra 5G, Google Pixel 8 Pro, Google Pixel 7 Pro และ Google Pixel 7
นี่คือมูลค่าสูงสุดของการเทรดอินมือถือ Android ที่ Apple รับ (โดยประมาณเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ):
- Samsung Galaxy S22 Ultra 5G: สูงสุด $125
- Samsung Galaxy S22+ 5G: สูงสุด $85
- Samsung Galaxy S22 5G: สูงสุด $85
- Samsung Galaxy S21 Ultra 5G: สูงสุด $95
- Samsung Galaxy S21+ 5G: สูงสุด $75
- Samsung Galaxy S21 5G: สูงสุด $55
- Google Pixel 9 Pro XL: สูงสุด $315
- Google Pixel 9 Pro: สูงสุด $305
- Google Pixel 9: สูงสุด $210
- Google Pixel 8 Pro: สูงสุด $155
- Google Pixel 8: สูงสุด $115
- Google Pixel 8a: สูงสุด $105
- Google Pixel 7 Pro: สูงสุด $90
- Google Pixel 7: สูงสุด $60
- OnePlus 13: สูงสุด $250
- OnePlus 13R: สูงสุด $165
- OnePlus 12: สูงสุด $200
- OnePlus 12R: สูงสุด $115
มุมมองจากบรรณาธิการ: กลยุทธ์ที่ Win-Win?
เรามองว่าการปรับกลยุทธ์ของ Apple ในครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมากในยุคที่เทคโนโลยีมีราคาแพงขึ้น การเพิ่มมูลค่าเทรดอินไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระทางการเงินในการอัปเกรดอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่ลังเลได้ตัดสินใจง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโปรแกรมการผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ย และการเปิดรับเทรดอินมือถือ Android รุ่นใหม่ๆ ที่มากขึ้น ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ Apple ในการขยายฐานผู้ใช้ นี่อาจเป็นโอกาสทองสำหรับทั้งแฟน Apple ที่ต้องการอัปเกรด และผู้ใช้ Android ที่อยากลองเปลี่ยนมาสัมผัสประสบการณ์ Apple ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ที่มา: lifehacker.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- Google Maps ผสาน AI ล้ำหน้า ยกระดับ “Ask Maps” ช่วยสั่งอาหารและวางแผนเดินทางได้ฉลาดกว่าเดิม
- ไขข้อข้องใจ: ทำไมค่า VO2max บน Garmin ถึงลดลงในฤดูร้อน แม้จะฟิตเท่าเดิม
- การนับแคลอรี่: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้เริ่มต้นและมืออาชีพเพื่อสุขภาพที่ดี
- Soundcore Sleep A30 Special: หูฟังนอนหลับพร้อม ANC และส่วนลดสุดพิเศษ