Skip to content
Home » Tech » Google Health App เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แทนที่ Fitbit บน Pixel Watch และ Fitbit

Google Health App เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แทนที่ Fitbit บน Pixel Watch และ Fitbit

แอป Google Health

วันนี้ Google ได้เริ่มทยอยเปิดตัว แอป Google Health อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้ามาแทนที่แอปพลิเคชัน Fitbit เดิมสำหรับการติดตามข้อมูลสุขภาพบนอุปกรณ์ Fitbit และ Pixel Watch ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ผู้ใช้งาน Fitbit Preview Public ก่อนหน้านี้คงจะคุ้นเคยกันดี แต่เวอร์ชันสมบูรณ์นี้มาพร้อมการปรับปรุงที่น่าสนใจ ถึงแม้จะยังมีจุดที่ต้องพัฒนาต่อไป แอปใหม่นี้จะเป็นศูนย์กลางการจัดการสุขภาพของคุณที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศของ Google อย่างสมบูรณ์

แอป Google Health: ฟีเจอร์เด่นและความแตกต่างจาก Fitbit

แอป Google Health โฉมใหม่มาพร้อมอินเทอร์เฟซที่สดใสขึ้น แต่ก็มีบางฟีเจอร์ที่เคยอยู่ใน Fitbit หายไป เช่น “Sleep Animals” และฟีเจอร์โซเชียลบางอย่างที่ถูกจำกัดลง สิ่งสำคัญคือข้อมูลทั้งหมดจะถูกผูกเข้ากับบัญชี Google ของคุณโดยตรง ไม่ใช่บัญชี Fitbit แบบเดิม

สำหรับบริการภายในแอป แบ่งออกเป็น 2 ระดับ:

  • บัญชีฟรี (Free Account): ผู้ใช้ทุกคนยังคงสามารถติดตามการนับก้าว, การออกกำลังกาย และคะแนนการนอนหลับได้ตามปกติ
  • บัญชีพรีเมียม (Google Health Premium): หากต้องการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและการใช้งานฟีเจอร์เต็มรูปแบบ เช่น
    • ข้อมูลการนอนหลับแบบละเอียด
    • คลังวิดีโอการออกกำลังกาย
    • คลังเซสชันการฝึกสติ (mindfulness session)
    • การสนทนาและวางแผนการออกกำลังกายส่วนบุคคลกับผู้ช่วย AI ซึ่งในเวอร์ชัน Public Preview เคยเป็นฟีเจอร์ฟรี แต่ปัจจุบันต้องใช้บัญชีพรีเมียมเท่านั้น
    • ค่าบริการ: สมาชิกพรีเมียมมีค่าใช้จ่าย 9.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน หรือ 99.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และเมื่อจับคู่อุปกรณ์ Fitbit หรือ Pixel Watch ใหม่ จะได้รับสิทธิ์ทดลองใช้งานฟรี 3 เดือน

พัฒนาการผู้ช่วย AI ด้านสุขภาพ: ฉลาดขึ้นแต่ยังต้องปรับปรุง

ผู้ช่วย AI ใน แอป Google Health ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นจากช่วงเปิดตัวแรกๆ ที่เคยมีปัญหาเรื่อง “การหลอน” (hallucinations) หรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เช่น เมื่อก่อนอาจไม่เชื่อว่า Pixel Watch 4 มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ยังคงมีให้เห็นบ้าง เช่น แอปอาจแสดงผลคะแนนการนอนหลับที่ 99 แต่เมื่อกดดูรายละเอียดกลับพบว่าคะแนนจริงคือ 85 ซึ่งยังเป็นจุดที่ Google ต้องแก้ไขต่อไป

นอกจากนี้ ในเวอร์ชันใหม่นี้ได้เปลี่ยนจากการเก็บ “บันทึก” (notes) ของ AI มาเป็น “ประวัติการสนทนา” แทน ซึ่งดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ใช้บอกกับ AI มากขึ้น และผู้ใช้สามารถลบประวัติการสนทนาได้หากไม่ต้องการ

ความสะดวกสบายในการบันทึกข้อมูลกับ Google Health Coach

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือความสามารถในการบันทึกข้อมูลอาหารและกิจกรรมออกกำลังกาย เพียงแค่บอกผู้ช่วย AI ตรงๆ หรือแม้แต่อัปโหลดภาพหน้าจอจากแอปอื่น หรือถ่ายภาพการออกกำลังกายที่เขียนบนกระดานไวท์บอร์ดในยิมก็สามารถทำได้ เช่น:

  • เมื่อแจ้งว่าทาน “Carne Asada Burrito” จาก Trader Joe’s, AI ประมาณการที่ 460 แคลอรี่ และโปรตีน 25 กรัม ซึ่งใกล้เคียงกับฉลากจริงที่ระบุ 490 แคลอรี่ และโปรตีน 22 กรัม
  • ในการบันทึกการออกกำลังกาย AI สามารถนับเวลาโซนอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างถูกต้อง แต่บางครั้งก็ไม่สามารถอัปเดตปริมาณการออกกำลังกายคาร์ดิโอรายสัปดาห์ได้ครบถ้วน
  • AI จะถามคำถามติดตามผลที่เหมาะสม เช่น “คุณใช้เวลาเท่าไหร่ในการออกกำลังกายนี้?” หรือ “ต้องการปรับขนาดหน่วยบริโภคอาหารหรือไม่?” แต่ก็ยังคงพลาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้าง เช่น บันทึก “การดันเลื่อนน้ำหนัก 1 ครั้ง” แทนที่จะเป็น “50 หลา” ตามที่ระบุไว้

โดยรวมแล้ว ฟีเจอร์ AI นี้เน้นความสะดวกสบายมากกว่าความแม่นยำสูงสุด ซึ่งอาจเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป

มุมมองจากบรรณาธิการ: ก้าวสำคัญของ Google ในวงการดูแลสุขภาพดิจิทัล

การที่ Google ตัดสินใจผนวกแอป Fitbit เข้ากับระบบนิเวศของตัวเองภายใต้ชื่อ แอป Google Health ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่น่าจับตาในตลาดอุปกรณ์สวมใส่และสุขภาพดิจิทัล การรวมศูนย์ข้อมูลภายใต้บัญชี Google จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงและจัดการข้อมูลสุขภาพได้ง่ายขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การย้ายฟีเจอร์บางอย่างที่เคยฟรีไปอยู่ในส่วนพรีเมียม รวมถึงปัญหา “การหลอน” ของ AI ที่ยังคงมีอยู่บ้าง อาจเป็นจุดที่ผู้ใช้ต้องพิจารณา ส่วนตัวมองว่าความสะดวกในการบันทึกข้อมูลด้วย AI นั้นมีประโยชน์มากสำหรับคนที่ต้องการติดตามภาพรวมสุขภาพโดยไม่เน้นความแม่นยำระดับห้องปฏิบัติการ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยำสูง Google ยังคงต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อพัฒนา AI ให้ฉลาดและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น นี่คือก้าวใหม่ที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีหนทางอีกยาวไกลในการทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้อย่างเต็มที่

ที่มา: lifehacker.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →