ในโลกที่อาหารแปรรูปและส่วนผสมซับซ้อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนอาจไม่เคยหยุดคิดว่าแท้จริงแล้วมีอะไรซ่อนอยู่ในจานโปรดของเราบ้าง บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ 16 ส่วนผสมปริศนาในอาหาร ที่คุณอาจบริโภคอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่สิ่งที่เกิดจากธรรมชาติไปจนถึงสารเคมีสังเคราะห์ พร้อมเจาะลึกผลกระทบที่อาจมีต่อสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อให้คุณเข้าใจอาหารที่คุณทานมากยิ่งขึ้น
สิ่งปนเปื้อนที่เลี่ยงไม่ได้: เมื่อธรรมชาติอยู่ใกล้แค่เอื้อม
บางครั้งส่วนผสมที่เราไม่ต้องการก็เล็ดลอดเข้ามาในอาหารด้วยกระบวนการทางธรรมชาติหรือการแปรรูปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- แมลงและเศษแมลงในอาหาร: การปนเปื้อนจากแมลงในผักและผลไม้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ในสหรัฐอเมริกามีเกณฑ์ที่ระบุจำนวนเศษแมลงที่อนุญาตให้มีในอาหาร เช่น เนยถั่ว 30 ชิ้น/100 กรัม, ช็อกโกแลต 60 ชิ้น/100 กรัม หรือหนอน 2 ตัว/100 กรัมในซอสมะเขือเทศ อย่างไรก็ตาม กฎหมายในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปมีความเข้มงวดกว่า โดยไม่อนุญาตให้มีการปนเปื้อนของแมลงที่มองเห็นได้
- แมลงสาบในกาแฟ: มีการอ้างว่ากาแฟในสหรัฐฯ อาจมีแมลงสาบปนเปื้อนได้ถึง 10% ซึ่งจริงๆ แล้วหมายถึงเมล็ดกาแฟดิบ 10% อาจมีแมลงปนเปื้อนก่อนที่จะถูกคัดแยกออก อย่างไรก็ตาม เศษแมลงสาบและแมลงอื่นๆ ยังคงสามารถเล็ดรอดไปถึงถุงกาแฟได้บ้าง
- พยาธิในปลา: การพบพยาธิที่ตายแล้วในปลาเป็นเรื่องปกติ หน่วยงานมาตรฐานอาหาร (FSA) กำหนดให้ปลาที่จำหน่ายในสหราชอาณาจักรต้องได้รับการตรวจสอบพยาธิที่มองเห็นได้ และต้องนำปลาหรืออาหารทะเลที่กินดิบหรือปรุงสุกเล็กน้อยไปแช่แข็งที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อฆ่าพยาธิหรือตัวอ่อนที่หลงเหลืออยู่ การปรุงอาหารที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลาหนึ่งนาทีก็สามารถฆ่าพยาธิได้เช่นกัน เพื่อความปลอดภัย ควรใช้ปลาที่ระบุว่าเป็น “เกรดซูชิ” สำหรับการทำซูชิหรือเซวิเช่
แร่ธาตุ เส้นใย และสารให้เนื้อสัมผัส: เบื้องหลังความอร่อย
นอกจากรสชาติแล้ว อาหารยังถูกเติมแต่งด้วยส่วนผสมต่างๆ เพื่อปรับปรุงเนื้อสัมผัส สี หรือเพิ่มสารอาหาร
- แร่ธาตุจากใต้ดินในอาหาร:
- แคลเซียมคาร์บอเนต (ชอล์ก): สารปรับสภาพแป้งที่ได้จากหินปูนหรือโดโลไมต์
- กรดฟอสฟอริก & โมโนแคลเซียมฟอสเฟต: สารกันบูด ปรับปรุงรสชาติ และควบคุมความเป็นกรด ที่ได้จากฟอสเฟตซึ่งต้องขุดมาจากเหมือง
- ไทเทเนียมไดออกไซด์: สารให้สีขาวสว่าง สกัดจากแร่ ถูกสั่งห้ามใน EU ตั้งแต่ปี 2022 เนื่องจากมีข้อกังวลว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ DNA และส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน แต่ยังต้องการการวิจัยเพิ่มเติม
- ซิลิคอนไดออกไซด์: สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อนในอาหารผง เช่น ผงช็อกโกแลต ทำจากทรายและหินที่อุดมด้วยซิลิกา
- ยิปซัม (แคลเซียมซัลเฟต): ใช้เพื่อทำให้เต้าหู้จับตัวเป็นก้อน และป้องกันแป้งไม่ให้เหนียวในขนมปังและเบเกอรี่ แม้โดยทั่วไปจะถือว่าปลอดภัย แต่การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืดและมีแก๊ส
- เกลือหิน: ได้จากแหล่งสะสมเกลือใต้ดินที่เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน
- เส้นใยเซลลูโลสจากไม้ในของหวานและอื่นๆ: สารอย่างคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (CMC) และเมทิลเซลลูโลส (cellulose gum) ใช้เป็นสารเพิ่มความหนืด สารคงตัว และอิมัลซิไฟเออร์ในผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่ไอศกรีมและขนมอบ ไปจนถึงลูกอม ซึ่งมักได้จากผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมเยื่อไม้ CMC ยังถูกใช้ในการฉีดเข้ากุ้งและอาหารทะเลเพื่อให้หนักขึ้น (ซึ่งเป็นการฉ้อโกงอาหาร) งานวิจัยขนาดเล็กในปี 2022 ชี้ว่า CMC อาจทำให้ปวดท้องและส่งผลต่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
- สารที่ออกฤทธิ์คล้ายยาระบายในผลิตภัณฑ์จากพืช: เมทิลเซลลูโลสที่ใช้ในไส้กรอกหรือเบอร์เกอร์จากพืช เพื่อให้เนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์และมีความฉ่ำ อย่างไรก็ตาม สารนี้ยังมีฤทธิ์เป็นยาระบาย รวมถึงใยอาหารจากเปลือกไซเลียม (psyllium husk) ที่มักพบในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วย
- สารเคลือบผิวผลไม้: ผลไม้หลายชนิด เช่น กล้วย เมล่อน อะโวคาโด และองุ่น มักถูกเคลือบด้วยสารต่างๆ เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น เช่น ไคโตซานที่ทำจากเปลือกหอย หรือเชลแล็กที่ผลิตจากครั่ง ซึ่งทำให้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติแบบวีแกน แว็กซ์จากผลไม้เหล่านี้โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัย แต่บางครั้งอาจมีสารฆ่าเชื้อราและดักจับสิ่งสกปรกได้ จึงควรล้างผลไม้ให้สะอาดหากจะทานเปลือก
- เมือกจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต: แซนแทนกัม (Xanthan gum) เป็นสารเพิ่มความหนืดและสารคงตัวที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้จากแบคทีเรีย Xanthomonas campestris ที่หมักน้ำตาลในพืชแล้วผลิตพอลิแซ็กคาไรด์ออกมา แม้ว่างานวิจัยล่าสุดพบว่าแบคทีเรียในลำไส้ของเราสามารถย่อยแซนแทนกัมได้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นผลดี ผลเสีย หรือเป็นกลางต่อร่างกาย
นวัตกรรมและผลพลอยได้: เมื่ออาหารซับซ้อนกว่าที่คิด
ในยุคสมัยใหม่ อุตสาหกรรมอาหารได้นำนวัตกรรมและผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตต่างๆ มาใช้เป็นส่วนผสม
- การแปรรูปจากเศษอาหาร: สู่โปรตีนผงและสารเสริม: บริษัทอาหารจำนวนมากนำ “ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหาร” มาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ถูกเปลี่ยนเป็นเปปไทด์สำหรับอาหารเสริม เศษผลไม้และผักถูกแปรรูปเป็นใยอาหารผงสำหรับพรีไบโอติกส์ หรือทำเป็นสีและสารต้านอนุมูลอิสระ เวย์โปรตีนผงเป็นผลพลอยได้จากการแปรรูปนม คอลลาเจนก็มาจากผิวหนังและกระดูกสัตว์ ส่วนโอเมก้า 3 บางชนิดมาจากหัวและเครื่องในปลา
- ปิโตรเคมีในสารแต่งกลิ่น: สารแต่งกลิ่น “จากธรรมชาติ” หมายถึงไม่ได้สังเคราะห์ ในขณะที่ “สารแต่งกลิ่น” ทั่วไปทำจากส่วนผสมสังเคราะห์และกระบวนการทางเคมี แม้ว่ากลิ่นธรรมชาติบางอย่างจะมาจากเปลือกผลไม้หรือกากกาแฟ แต่กลิ่นสังเคราะห์หลายชนิด เช่น เมทิลแอนทรานิเลต (กลิ่นองุ่น) หรือวานิลลิน มักผลิตจำนวนมากจากปิโตรเคมี การผลิตกลิ่นสังเคราะห์มีข้อดีด้านความยั่งยืนและต้นทุนเมื่อเทียบกับการปลูกพืชเพื่อสกัดสารโดยตรง
- จุลินทรีย์สร้างกลิ่นรส: ปัจจุบันกลิ่นรสบางชนิด เช่น เอทิลบิวทิเรต (กลิ่นสับปะรดสุก) สามารถผลิตได้โดยใช้จุลินทรีย์แทนปิโตรเคมี ทำให้สามารถจัดอยู่ในหมวดหมู่ “จากธรรมชาติ” ได้ เทคโนโลยีชีวภาพและการหมักแบบแม่นยำ (precision fermentation) ใช้จุลินทรีย์ที่คัดเลือกมาหรือดัดแปลงพันธุกรรมให้ผลิตน้ำมันหรือโปรตีนที่มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกับส่วนผสมดั้งเดิม
- น้ำที่ซ่อนอยู่ในเนื้อสัตว์: ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์หรือปลาที่เติมน้ำเกิน 5% ของน้ำหนักทั้งหมด จะต้องระบุบนฉลากเพื่อเพิ่มความฉ่ำหรือน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคอาจไม่สังเกตเห็น จากข้อมูลในปี 2013 ผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรต้องจ่ายเงินสำหรับน้ำที่เติมในเนื้อสัตว์ประมาณ 65 เพนนีต่อกิโลกรัม
- พีทในเห็ดและพืชผัก: พีทที่ใช้ในการเพาะเห็ดและพืชผักบางชนิดมาจากพรุ ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน การขุดพีทจึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก อุตสาหกรรมนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 31 ล้านตันตั้งแต่ปี 1990 และมีการผลักดันให้หันไปใช้ทางเลือกอื่น เช่น ปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์ ฟางข้าว หรือกากใยมะพร้าว
- สาหร่ายทะเลในของหวาน: คาร์ราจีแนน ซึ่งได้จากสาหร่ายแดง ถูกใช้เป็นสารคงตัว เพิ่มความหนืด และอิมัลซิไฟเออร์ในนมพืช ไอศกรีม ชีส ซอส และพุดดิ้ง แม้จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสสม่ำเสมอ แต่มีหลักฐานเล็กน้อยชี้ว่าคาร์ราจีแนนอาจทำให้อาการอักเสบในลำไส้ที่เป็นอยู่แย่ลงได้ โซเดียมอัลจิเนตจากสาหร่ายสีน้ำตาลก็ถูกใช้ในซอสชีส ผลิตภัณฑ์อบ และเพื่อทำไส้กรอกมังสวิรัติ
- สารหนูในข้าว: พืชสามารถดูดซับสารปนเปื้อนจากดินได้ เช่น สารหนูอนินทรีย์ในข้าวที่ปลูกในนาข้าวท่วมขัง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมในสหราชอาณาจักรจึงไม่แนะนำให้ใช้น้ำนมข้าวทดแทนนมสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ นอกจากนี้ สารแคดเมียมและตะกั่วที่มาจากปุ๋ย มลพิษ หรือไอเสียรถยนต์ก็อาจปนเปื้อนในพืชผักที่เรากินได้
- น้ำมันจากเมล็ดฝ้ายในขนมขบเคี้ยว: น้ำมันจากเมล็ดฝ้ายเป็นผลพลอยได้หลักจากอุตสาหกรรมฝ้ายที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องทอดน้ำมันลึกสำหรับอาหารฟาสต์ฟู้ด และบางครั้งก็เป็นส่วนผสมในน้ำมันพืชสำหรับทำมันฝรั่งทอดกรอบ เนื่องจากไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย จึงไม่จำเป็นต้องระบุบนฉลากเสมอไป
ข้อคิดจากบรรณาธิการ: บริโภคอย่างฉลาดในโลกที่ซับซ้อน
ในฐานะผู้บริโภค การได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ส่วนผสมปริศนาในอาหาร เหล่านี้อาจทำให้เราตั้งคำถามถึงสิ่งที่เรากินอยู่ทุกวันมากขึ้น เรามองว่าไม่ใช่ส่วนผสมที่แปลกใหม่หรือการแปรรูปทุกอย่างจะเป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป เพราะบางอย่างก็ช่วยเรื่องความยั่งยืน ลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงอาหารที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือความโปร่งใสของฉลากและการสื่อสารที่ชัดเจนจากผู้ผลิต เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเรามีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการและวิถีชีวิตของเราอย่างมีสติและปลอดภัย
ที่มา: theguardian.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เมื่อผู้สูงอายุหันสู่ขวาจัด: ความแตกแยกในครอบครัวจากโลกออนไลน์ที่ซับซ้อน
- นักวิ่งสหราชอาณาจักรพิชิตมาราธอนใต้ดินลึกที่สุดในโลก คว้าแชมป์และสถิติ Guinness World Record
- ห้างร้าง Wildings: ตำนาน 144 ปี สู่ฟาร์มกัญชาเถื่อนและลานสเก็ตลับในเวลส์
- กลุ่มแชทแม่: พื้นที่ปลอดภัย 24 ชั่วโมง ช่วยลดความโดดเดี่ยวของแม่ยุคใหม่