Skip to content
Home » Lifestyle » โซเนีย ไอบ์เบอร์มันน์ โควัน ผู้รอดชีวิตฮอโลคอสต์ 102 ปี กับเรื่องราวที่ไม่เคยเลือนหาย

โซเนีย ไอบ์เบอร์มันน์ โควัน ผู้รอดชีวิตฮอโลคอสต์ 102 ปี กับเรื่องราวที่ไม่เคยเลือนหาย

ผู้รอดชีวิตฮอโลคอสต์

เรื่องราวของชีวิตมนุษย์มักซับซ้อนและเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่น่าจดจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ ผู้รอดชีวิตฮอโลคอสต์ อย่าง โซเนีย ไอบ์เบอร์มันน์ โควัน วัย 102 ปี ผู้เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวอันลึกซึ้งที่เชื่อมโยงอดีตอันเจ็บปวดกับปัจจุบันอันอบอุ่น เรื่องราวของโซเนียไม่ใช่เพียงบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นการเตือนใจถึงพลังของความทรงจำและความผูกพันที่ก้าวข้ามกาลเวลาและพรมแดน เผยให้เห็นถึงความพยายามของผู้คนในการรักษามรดกแห่งประวัติศาสตร์อันสำคัญนี้ไว้

“หินสะดุด” อนุสรณ์แห่งความทรงจำที่ไม่เคยตาย

ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี มีอนุสรณ์สถานขนาดเล็กที่เรียกว่า Stolpersteine (หินสะดุด) เป็นแผ่นทองเหลืองขนาดพอดีฝ่ามือที่ฝังอยู่บนทางเท้าด้านหน้าบ้านหลังสุดท้ายของเหยื่อฮอโลคอสต์แต่ละคน หินเหล่านี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปิน Gunter Demnig และนับเป็นโครงการรำลึกระดับรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีหินสะดุดมากกว่า 100,000 แผ่น กระจายอยู่ใน 31 ประเทศทั่วยุโรป แต่ละแผ่นสลักชื่อ วันเกิด วันที่ถูกเนรเทศ และสถานที่เสียชีวิต เพื่อให้ผู้คนได้ก้มลงพิจารณาถึงชะตากรรมของแต่ละบุคคล

สำหรับนักเขียนอย่าง Deborah Cole ผู้เป็นผู้เรียงร้อยเรื่องราวนี้ การขัดเงาหินสะดุดสองแผ่นหน้าบ้านพักในเบอร์ลินที่อุทิศให้กับ Taube Ibermann (หรือ Toni) มารดาของโซเนีย และ Lotte บุตรสาวคนโต เป็นกิจวัตรที่ทำมานานหลายปี ก่อนที่เธอจะได้รับข้อความที่ไม่คาดฝันจาก Benjamin Preiss หลานชายของโซเนีย ผู้เป็นนักข่าวที่กำลังค้นคว้าประวัติชีวิตของคุณย่า เขาได้อ่านบทความที่ Deborah เขียนเกี่ยวกับหินสะดุด และแจ้งว่า โซเนีย น้องสาวของ Lotte ยังมีชีวิตอยู่

เส้นทางชีวิตของ ผู้รอดชีวิตฮอโลคอสต์ จากเบอร์ลินสู่โลกกว้าง

โซเนีย ไอบ์เบอร์มันน์ โควัน เกิดที่กรุงเบอร์ลินในปี 1923 ในครอบครัวชาวยิวโปแลนด์ผู้เคร่งศาสนา ชีวิตในวัยเด็กของเธอต้องเผชิญกับความยากลำบาก หลังบิดา Leo เสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียง 29 ปี ทำให้ Toni ผู้เป็นมารดาต้องเลี้ยงดูลูกสาวสามคนด้วยการเป็นช่างเย็บผ้า เมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจเมื่อโซเนียอายุ 9 ขวบ ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียนรัฐบาลและต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนชาวยิว

เหตุการณ์ Kristallnacht (คืนกระจกแตก) ในวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 1938 ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง Toni ผู้เป็นมารดาตระหนักดีถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามา จึงได้วางแผนเพื่อช่วยชีวิตลูกๆ เธอส่งโซเนียไปเข้าค่ายฝึกอบรมด้านการเกษตรในชนบท และในเดือนพฤษภาคม 1939 Ursel น้องสาวคนสุดท้อง ก็ได้เดินทางหนีภัยไปยังสหราชอาณาจักรผ่านโครงการ Kindertransport

ในวันที่ 10 สิงหาคม 1939 โซเนียในวัย 16 ปี ซึ่งเป็นอายุสูงสุดที่เข้าเกณฑ์ของโครงการ ก็ได้เดินทางตามมาสู่ประเทศอังกฤษ การจากลาครั้งนั้นที่สถานีรถไฟ Friedrichstraße เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้เห็นมารดา Toni และพี่สาว Lotte โดย Toni ได้มอบคำมั่นสัญญาว่าจะได้กลับมารวมกันที่ปาเลสไตน์ แต่โชคชะตาไม่ได้เป็นไปตามนั้น Toni และ Lotte ซึ่งไม่สามารถหลบหนีได้ ถูกบังคับให้ย้ายไปอาศัยอยู่ใน Judenhaus ก่อนจะถูกเนรเทศไปยังค่ายกักกัน Łódź ในวันที่ 27 ตุลาคม 1941 ซึ่งเป็นที่ที่พวกเธอถูกสังหารโดยพรรคนาซี โซเนียทราบเรื่องนี้ในอีกหลายสิบปีต่อมา

ชีวิตในอังกฤษของโซเนียเริ่มต้นด้วยการไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย แต่เธอก็สามารถกลับไปรวมตัวกับ Ursel ที่โรงเรียน Whittingehame farm ในสกอตแลนด์ และเมื่ออายุ 18 ปี เธอตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ที่เธอได้เรียนรู้ภาษาและรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง หลังสงคราม เธอได้แต่งงานกับ Ralph Cohen ในปี 1946 และมีลูกสาวสามคนเช่นเดียวกับมารดา ด้วยเหตุผลของการต่อต้านชาวยิวหลังสงคราม ครอบครัวจึงเปลี่ยนนามสกุลเป็น Cowan

ในปี 1962 โซเนียและสามีได้ย้ายถิ่นฐานมายังเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่นี่เธอได้ทำงานในโรงงานช็อกโกแลต Red Tulip แม้ชีวิตจะสงบสุขขึ้น แต่บาดแผลจากอดีตก็ยังคงอยู่ โซเนียกล่าวว่า “มันยังคงเจ็บปวด” เมื่อเห็นรายงานข่าวเกี่ยวกับค่ายกักกันทางโทรทัศน์ อย่างไรก็ตาม เธอยังคงโอบกอดวัฒนธรรมเยอรมันที่เธอเติบโตมา และมองว่าตัวเอง “โชคดี” ที่รอดชีวิตมาได้

การส่งต่อเรื่องราวและมรดกแห่งความทรงจำ

ปัจจุบัน โซเนียในวัย 102 ปี ยังคงมีชีวิตชีวาและรายล้อมไปด้วยลูกสาวและหลานๆ Benjamin หลานชายของเธอกำลังค้นคว้าเรื่องราวชีวิตของคุณย่าอย่างลึกซึ้ง เพื่อทำเป็นโครงการวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ส่วน Deborah Cole ก็ยังคงขัดเงาหินสะดุดหน้าบ้าน และสามีของเธอก็ติด QR Code เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงบทความเกี่ยวกับโซเนียได้ง่ายขึ้น

ที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 10 ของโรงเรียน John Lennon Gymnasium ซึ่งมีอายุเท่ากับโซเนียตอนที่เธอหนีภัย ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เธอเกี่ยวกับชีวิตภายใต้การปกครองของนาซี และนำเสียงสัมภาษณ์เหล่านั้นไปสร้างเป็นพอดแคสต์ที่เผยแพร่ในภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ เป็นการส่งต่อเรื่องราวสู่คนรุ่นใหม่ ตามที่ Aleida Assmann นักวิจัยด้านความทรงจำทางวัฒนธรรมเยอรมัน กล่าวถึงการเชื่อมโยงที่ไม่น่าจะเป็นไปได้นี้ว่าเป็น “ปาฏิหาริย์แห่งความทรงจำ”

มุมมองจากบรรณาธิการ: คุณค่าของความทรงจำในยุคสมัยของเรา

เรื่องราวของโซเนีย ไอบ์เบอร์มันน์ โควัน ไม่ใช่แค่เรื่องราวของผู้รอดชีวิตคนหนึ่ง แต่เป็นประจักษ์พยานถึงความสำคัญของการจดจำประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เราเห็นกระแสความสุดโต่งเพิ่มขึ้นทั่วโลก การได้ยินเรื่องราวจากปากของ ผู้รอดชีวิตฮอโลคอสต์ โดยตรง ทำให้เราได้สัมผัสถึงผลกระทบของความเกลียดชังและการเลือกปฏิบัติในระดับบุคคลอย่างแท้จริง

“หินสะดุด” ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปยุโรปทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจอย่างเงียบๆ และทรงพลัง ว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตำรา แต่เป็นชีวิตของผู้คนที่มีความฝัน มีครอบครัว และมีความหวัง การที่คนรุ่นใหม่ยังคงให้ความสนใจและช่วยกันรักษาความทรงจำเหล่านี้ไว้ ทั้งผ่านการขัดเงาหิน การสร้างสรรค์พอดแคสต์ หรือการศึกษาค้นคว้า ล้วนเป็นสัญญาณที่สำคัญว่า แม้เหยื่อผู้รอดชีวิตจะจากไปในสักวันหนึ่ง แต่เรื่องราวของพวกเขาก็จะยังคงอยู่และเป็นบทเรียนสำหรับมนุษยชาติเสมอไป

ที่มา: theguardian.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →