ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ หลายคนอาจมองว่าวัย 60 ปีขึ้นไปคือช่วงเวลาของการพักผ่อน แต่สำหรับ ซูซาน ซามาดานี หญิงชาวอิหร่านวัย 65 ปีที่อาศัยอยู่ในเมืองอูเทรคท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ วัยนี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นของบทผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เธอตัดสินใจอุทิศตนเอง 100% เพื่อเคลื่อนไหว อนุรักษ์ดิน หลังจากได้เห็นวิดีโอที่เผยให้เห็นวิกฤตการณ์ดินเสื่อมโทรมทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การเดินทางนับพันไมล์เพื่อสร้างความตระหนักรู้
จุดเริ่มต้นที่ไม่คาดฝัน: วิกฤตดินที่เปลี่ยนชีวิต
วันหนึ่งขณะที่ซูซานกำลังดูวิดีโอบน YouTube เธอได้พบกับคลิปจากแคมเปญ Save Soil ที่ฉายภาพความจริงอันน่าตกใจว่าดินทั่วโลกกำลังเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วจนอาจถึงขั้นสูญสิ้นไปในไม่ช้า “มันเหมือนไฟฟ้าช็อตสำหรับฉัน” เธอกล่าวพร้อมความรู้สึกว่า “ดินที่หล่อเลี้ยงชีวิตเรา กำลังจะตายได้อย่างไร?”
ในชั่วขณะนั้น ซูซานตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเข้าร่วมขบวนการนี้อย่างเต็มตัว 100% ข้อมูลจากยูเนสโกชี้ว่า ภายในปี 2050 ดินทั่วโลกอาจเสื่อมสภาพมากถึง 90% ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง แคมเปญ Save Soil ก่อตั้งโดยผู้นำทางจิตวิญญาณ “สัทคุรุ” จักกี วาสุเดฟ ผู้ซึ่งประกาศแผนการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เป็นระยะทาง 19,000 ไมล์ทั่วทวีปยุโรป ตะวันออกกลาง และอินเดียในปี 2022 เพื่อปลุกจิตสำนึกเรื่องนี้
การเดินทางสุดท้าทาย: 65 ปี ไม่ใช่อุปสรรค
แม้จะมีทีมอาสาสมัครที่ถูกจองตัวให้ร่วมเดินทางกับสัทคุรุแล้ว ซูซานในวัย 65 ปี เลือกที่จะสร้างการเดินทางคู่ขนานของตัวเองขึ้นมา โดยขณะที่สัทคุรุเดินทางไป 27 ประเทศ ซูซานก็ไปถึงประเทศเหล่านั้นและมากกว่านั้น โดยเดินทางต่อไปยังเนปาล ซูรินาเม กายอานา และเฟรนช์เกียนา เพื่อช่วยเหลืองานรณรงค์ต่างๆ
เธอเดินทางเป็นเวลาสามเดือน โดยส่วนใหญ่ใช้บริการรถบัสและรถไฟ และถึงขั้นโบกรถจากตุรกีไปยังจอร์เจีย เธอบินเพียงสามครั้งเท่านั้นตลอดการเดินทางอันยาวนานนี้ เธอพักในโฮสเทล กับอาสาสมัคร หรือในโรงแรมที่ถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้ บางครั้งเธอต้องใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีอาหารมื้อที่สมบูรณ์เป็นวันๆ เพราะต้องรีบเดินทางไปร่วมกิจกรรมรณรงค์ทันทีที่ถึงสถานี ซึ่งนับเป็นการผจญภัยที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตของเธอ
ก่อนหน้านี้ ซูซานไม่เคยมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวทางสังคมใดๆ มาก่อน แต่พื้นฐานความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนั้นมีมาตั้งแต่เด็ก เมื่อครั้งที่เธอยังเติบโตในอิหร่าน เธอรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถพยาบาล และมักจะเก็บเปลือกกล้วยตามพื้นเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นลื่นล้ม
รากฐานชีวิตที่หล่อหลอม: จากอิหร่านสู่การเป็นผู้ลี้ภัย
ชีวิตของซูซานมีความผูกพันกับผืนดินมาตั้งแต่ต้น บิดาของเธอเคยมีไร่ข้าวสาลีและสวนผลไม้ที่เต็มไปด้วยแอปริคอต ทับทิม แอปเปิล พลัม องุ่น รวมถึงสัตว์เลี้ยงนานาชนิด แม้เธอไม่เคยเห็นสวนนั้นด้วยตาตัวเอง แต่ภาพและความทรงจำจากคำบอกเล่าของพ่อแม่ยังคงชัดเจนในใจ
ครอบครัวของเธอซึ่งเป็นชาวบาไฮ ต้องย้ายถิ่นฐานจากเมืองเคอร์มันชาห์ไปยังชีราซ เพื่อหลีกหนีการถูกกดขี่ เมื่อซูซานอายุ 19 ปี และในปี 1995 เมื่อเธออายุ 35 ปี เธอต้องลี้ภัยไปยังเนเธอร์แลนด์พร้อมลูกๆ เพราะในอิหร่าน ชาวบาไฮไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย “ฉันไม่ต้องการให้ลูกๆ เติบโตภายใต้ความกดดัน” เธอกล่าว
ในเนเธอร์แลนด์ ซูซานสอนเปียโนและยังคงปลูกผักสวนครัว เช่น มันฝรั่ง มะเขือเทศ หอมใหญ่ และสมุนไพรอีกกว่า 10 ชนิดในสวนเช่าที่เธอดูแล ซึ่งเป็นเหมือนการสืบสานความผูกพันกับธรรมชาติและรากเหง้าที่เธอจากมา
ความฝันที่ยังไม่สิ้นสุด: แรงบันดาลใจจากการอนุรักษ์ดิน
ความหลงใหลในการรณรงค์ครั้งใหม่นี้ได้เปลี่ยนชีวิตของซูซานไปอย่างสิ้นเชิง “มันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่เต็มไปด้วยการผจญภัย” เธอกล่าว เพื่อสร้างความตระหนักรู้ เธอกระโดดร่มและปั่นจักรยานเกือบ 400 ไมล์จากเจนไนไปยังโคอิมบาตอร์ในอินเดีย และมักจะสวมเสื้อยืด Save Soil ขณะปั่นจักรยานรอบเมืองอูเทรคท์บ้านเกิด พร้อมสนุกกับการพูดคุยกับผู้คนที่สนใจใคร่รู้
ความปรารถนาสูงสุดของซูซานคือการนำแคมเปญ อนุรักษ์ดิน นี้กลับไปสู่ประเทศอิหร่านบ้านเกิดของเธอ ซึ่งเป็นเวลา 31 ปีแล้วที่เธอไม่ได้กลับไป เธอยังคงรอคอยวันที่ระบอบการปกครองเปลี่ยนแปลงไป และเมื่อถึงวันนั้น “ความฝันของฉันคือการมีสวนเหมือนของพ่อแม่” เธอกล่าว “ฉันเชื่อว่าฉันจะทำมันได้สำเร็จ”
ในมุมมองของเรา เรื่องราวของซูซาน ซามาดานี คือบทพิสูจน์ที่ทรงพลังว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข และแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีๆ เพื่อโลกใบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย การตัดสินใจอันกล้าหาญของเธอแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเสียสละที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสำคัญอย่าง การอนุรักษ์ดิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารและอนาคตของมนุษยชาติ การที่เธอเชื่อมโยงเรื่องราวส่วนตัวเข้ากับการเคลื่อนไหวระดับโลกได้อย่างลงตัว ทำให้เราเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่เริ่มต้นได้จากบุคคลเพียงคนเดียว และเชื่อว่าเรื่องราวของเธอจะจุดประกายให้ใครหลายคนลุกขึ้นมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น
ที่มา: theguardian.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘ไม่เคยสายเกินไป’: ลินด์เซย์ กิบสัน แนะสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ในเด็ก
- เอลลี ซิมมอนส์ ตำนานพาราลิมปิก เผยเส้นทางชีวิตจากวัยเด็กถึงบทบาทใหม่หลังเกษียณ
- โซเนีย ไอบ์เบอร์มันน์ โควัน ผู้รอดชีวิตฮอโลคอสต์ 102 ปี กับเรื่องราวที่ไม่เคยเลือนหาย
- เปิดโผ Shortbread ยี่ห้อไหนดี? เคล็ดลับเลือกขนมชอร์ตเบรดแสนอร่อยจากซูเปอร์มาร์เก็ต