Skip to content
Home » Lifestyle » ‘ไม่เคยสายเกินไป’: ลินด์เซย์ กิบสัน แนะสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ในเด็ก

‘ไม่เคยสายเกินไป’: ลินด์เซย์ กิบสัน แนะสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ในเด็ก

วุฒิภาวะทางอารมณ์

นักจิตวิทยาและผู้เขียนหนังสือขายดี ลินด์เซย์ ซี กิบสัน ผู้เคยสร้างปรากฏการณ์ด้วยหนังสือ “Adult Children of Emotionally Immature Parents” กลับมาอีกครั้งพร้อมกับผลงานล่าสุด “How to Raise an Emotionally Mature Child” เพื่อเป็นคู่มือสำคัญสำหรับพ่อแม่ที่ต้องการบ่มเพาะ วุฒิภาวะทางอารมณ์ ให้แก่ลูกหลาน ตั้งแต่ยังเป็นทารกไปจนถึงวัยรุ่น โดยเน้นย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร หรือคุณจะเคยพลาดไปมากแค่ไหน ก็ไม่เคยสายเกินไปที่จะเริ่มต้นสร้างรากฐานทางอารมณ์ที่แข็งแกร่งให้แก่พวกเขา

ทำความเข้าใจหัวใจของ “เด็ก” และผลกระทบจากอดีต

ก่อนหน้านี้ ในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 หนังสือ “Adult Children of Emotionally Immature Parents” ของ กิบสัน ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามบนโซเชียลมีเดีย แม้จะตีพิมพ์มานาน 5 ปีแล้ว แต่ก็ถูกค้นพบอีกครั้งในปี 2020 เมื่อผู้คนมีเวลาทบทวนชีวิตมากขึ้น ผู้อ่านจำนวนมากได้ตระหนักว่าวัยเด็กของตนเองนั้นเต็มไปด้วยประสบการณ์กับพ่อแม่ที่มักมีการระเบิดอารมณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ไม่พร้อมที่จะให้ความใส่ใจ หรือขาดความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งในมุมมองของกิบสันนั้น พ่อแม่เหล่านี้มีพัฒนาการทางอารมณ์ในระดับที่เทียบเท่ากับเด็กอายุ 4-5 ขวบเท่านั้น ลูกของพวกเขาจึงโตเกินกว่าพวกเขาไปแล้ว

กิบสันย้ำว่าทัศนคติที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่ควรเริ่มต้นคือ การยอมรับว่า “ลูกของคุณมีความรู้สึกนึกคิดอย่างแท้จริง” ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ชัดเจนสำหรับพ่อแม่คนอื่นๆ แต่เธอย้ำว่าเด็กๆ นั้น “อ่อนไหว รับรู้ความรู้สึกได้อย่างเฉียบคมไม่ต่างจากผู้ใหญ่” เรามักจะปฏิบัติต่อลูกในแบบที่เราไม่กล้าปฏิบัติต่อเพื่อนสนิท เราอาจคิดว่าเด็กไม่รู้สึกอับอายขายหน้า ไม่มีความรู้สึกถึงศักดิ์ศรีในตัวเอง และเราสามารถพูดหรือทำอะไรกับพวกเขาก็ได้โดยที่พวกเขาก็ยังคงรักเรา แต่สิ่งที่เราทำนั้นจะถูกบันทึกไว้ในจิตใจของพวกเขาเสมอ เพียงแต่พวกเขาอาจไม่มีภาษาหรือประสบการณ์ที่จะแสดงออกได้ ทำให้เรามองข้ามไปได้ง่าย

ไม่เคยสายเกินไปที่จะเริ่มต้นบ่มเพาะวุฒิภาวะทางอารมณ์

หากคุณเองก็เติบโตมากับพ่อแม่ที่ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ กิบสันกล่าวว่า “นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะถูกลิขิตให้เป็นแบบนั้น” สิ่งสำคัญคือการตระหนักรู้ในตนเอง หากคุณสังเกตเห็นพฤติกรรมหรือทัศนคติที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ของคุณที่อาจปรากฏออกมา คุณจะรู้สึกไม่สบายใจและต้องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นคือสัญญาณของวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่เพียงพอ

กิบสันเน้นย้ำว่า “ไม่เคยสายเกินไป” ที่จะเริ่มต้นพัฒนาตัวเองและช่วยเหลือลูก แม้ลูกจะเข้าสู่วัยรุ่นแล้วก็ตาม เธอยกตัวอย่างว่า เธอเคยขอโทษลูกชายของเธอเองเมื่อเขาอายุ 18 ปี ก่อนที่เขาจะไปมหาวิทยาลัย โดยยอมรับว่าเธอเองก็ทำผิดพลาดไปในบางเรื่อง การขอโทษเช่นนี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองที่ลูกมีต่อตัวเอง ทำให้พวกเขารับรู้ว่า “มันเป็นความผิดพลาดของแม่ ไม่ใช่เพราะฉันเป็นคนไม่ดี” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและเยียวยาจิตใจเด็ก

การเป็นพ่อแม่ที่ดี ไม่ได้หมายถึงการเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ หรือต้องเอาความต้องการของลูกมาเป็นอันดับแรกตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญคือการมีสติและตระหนักถึงความสัมพันธ์กับลูกให้มากขึ้น กิบสันอ้างอิงแนวคิดของกุมารแพทย์ โดนัลด์ วินนิคอตต์ เรื่องการเป็น “พ่อแม่ที่เพียงพอ (good enough parent)” ซึ่งหมายถึงการที่เรายังคงเป็นมนุษย์ที่ผิดพลาดได้ แต่พร้อมที่จะเรียนรู้และแก้ไขเมื่อทำผิด

หากลูกของคุณพยายามมีส่วนร่วม แต่คุณไม่สามารถให้ความสนใจเต็มที่ได้ในขณะนั้น คุณสามารถบอกลูกได้ว่า “แม่อยากฟังเรื่องนี้มากเลย แต่ตอนนี้แม่ไม่สามารถให้ความสนใจได้อย่างเต็มที่ เราคุยกันภายหลังได้ไหม?” คำพูดเพียง 10 วินาทีนี้ ทำให้ลูกรู้สึกได้รับการยอมรับและรู้ว่าคุณสังเกตเห็นความตื่นเต้นของพวกเขา

สร้างวินัยเชิงบวกและสังเกตสัญญาณวุฒิภาวะทางอารมณ์ในเด็ก

ในการกำหนดขอบเขตและวินัย กิบสันแนะนำว่าสิ่งสำคัญคือ “คำอธิบาย” แม้แต่วัยรุ่นเองก็อาจไม่แสดงออกว่าสนใจเหตุผลของคุณ แต่คำพูดและน้ำเสียงของคุณจะ “ซึมซับ” เข้าไปในจิตใต้สำนึกของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น หากลูกวัยรุ่นต้องการไปปาร์ตี้ริมหาดตอนเที่ยงคืน แทนที่จะห้ามโดยไร้เหตุผล คุณสามารถอธิบายถึงความกังวลและสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น “แม่ไม่สามารถปล่อยให้ลูกไปได้ เพราะลูกลองนึกภาพสิว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้บ้างในปาร์ตี้ริมหาดตอนเที่ยงคืน? ลูกอาจจะเมา แล้วถ้ามีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน ลูกจะติดอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร?” น้ำเสียงที่ใช้ในการสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกของเรากำลังพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์อย่างเหมาะสม กิบสันให้ข้อสังเกตดังนี้:

  • ความสุขและพลังงาน: พวกเขายังคงมีความเบิกบาน แสดงออกถึงความสุข และมีพลังงานในการลงทุนกับสิ่งที่พวกเขาสนใจอยู่หรือไม่
  • ความเห็นอกเห็นใจ: พวกเขาสามารถคิดถึงผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ และคิดถึงผลกระทบที่การกระทำของตนมีต่อผู้อื่นได้มากขึ้นหรือไม่
  • มโนธรรมและจริยธรรม: พวกเขามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและมีจริยธรรมเพิ่มขึ้นหรือไม่
  • การยับยั้งชั่งใจ: พวกเขามีความสามารถในการอ่านสถานการณ์ ยับยั้งปฏิกิริยาหุนหันพลันแล่น และใช้เวลาคิดไตร่ตรองก่อนทำสิ่งใดมากขึ้นหรือไม่
  • การสะท้อนตนเองและการขอโทษ: หากลูกของคุณสามารถกลับมาและขอโทษได้ นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังก้าวไปสู่วุฒิภาวะทางอารมณ์ เพราะนั่นแสดงถึงการสะท้อนตนเอง ความเห็นอกเห็นใจ และความสามารถในการแก้ไขความสัมพันธ์ทางอารมณ์

มุมมองจากบรรณาธิการ: สร้างรากฐานสู่สังคมแห่งความเข้าใจ

ในฐานะบรรณาธิการ เรามองว่าแนวคิดเรื่องวุฒิภาวะทางอารมณ์ของ ลินด์เซย์ ซี กิบสัน ไม่ได้เป็นเพียงคู่มือการเลี้ยงลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนเข็มทิศชี้ทางให้แก่ผู้ใหญ่ทุกคนที่ปรารถนาจะเข้าใจตนเองและผู้อื่นลึกซึ้งยิ่งขึ้น การที่พ่อแม่ตระหนักถึงผลกระทบทางอารมณ์จากการกระทำของตนเอง และกล้าที่จะขอโทษลูก ไม่ได้หมายถึงการแสดงความอ่อนแอ แต่เป็นการปลูกฝังความเข้มแข็งและทักษะการเยียวยาความสัมพันธ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กไปตลอดชีวิต ท้ายที่สุดแล้ว สังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ จะนำไปสู่ความร่วมมือ ความเห็นอกเห็นใจ และความสุขที่ยั่งยืนกว่าที่ระบบที่เน้นการแข่งขันเพียงอย่างเดียวจะมอบให้ได้ เราเชื่อว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ในบทบาทใด การเริ่มพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน

ที่มา: theguardian.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BangkokStyle

ผู้หลงใหลในจังหวะชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (@krapalm) บล็อกเกอร์ที่นำเสนอเรื่องราวการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกเหนือจากการคอยอัปเดตเทรนด์ไอทีที่ digitalmore.co แล้ว ผมตั้งใจใช้พื้นที่แห่งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองและอัปเดตไอเทมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของคุณ ติดตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับคนเมืองกับผมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียครับ

ดูบทความทั้งหมด →